ภาพแผนที่แสดงความเร็วลมที่ระดับความสูง 1.5 กิโลเมตร จากระดับน้ำทะเล แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่น “วิภา” ส่งผลทำให้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด โดยในวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย มีความเร็วลมสูงสุดถึง 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้าง ส่วนในวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 บริเวณอ่าวไทยยังคงมีความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยแผ่ขึ้นไปถึงบริเวณอ่าวไทยตอนบน ต่อมาในวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 พายุวิภาได้เคลื่อนเข้าใกล้ประเทศไทยจนทำให้ทั้งบริเวณทะเลอันดามัน อ่าวไทย ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดลมแรงเป็นบริเวณกว้าง ความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเกิดขึ้นต่อเนื่องถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 แต่ความเร็วลมลดลงเหลือ 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในหลายพื้นที่ ต่อมาในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 บริเวณประเทศไทยความเร็วลมลดลงมากความเร็วลมสูงสุดอยู่ในช่วง 60-70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่บริเวณทะเลอันดามันยังคงมีความเร็วลมสูงสุดที่ 80-90 กิโลเมตร และตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ไปจนถึงสิ้นเดือน ความเร็วลมได้ลดลงมากในหลายพื้นที่ แต่มีบางพื้นที่ของประเทศยังคงมีลมแรงเกิดขึ้น โดยเฉพาะบริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และบริเวณอ่าวไทยตอนบน ที่มียังคงลมแรงอยู่ในช่วง 60-70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบทุกวันภาพแผนที่แสดงความเร็วลมที่ระดับความสูง 1.5 กิโลเมตร จากระดับน้ำทะเล แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่น “วิภา” ส่งผลทำให้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด โดยในวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย มีความเร็วลมสูงสุดถึง 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้าง ส่วนในวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 บริเวณอ่าวไทยยังคงมีความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 80-90 กิโลเมตรต่อ
ชั่วโมง โดยแผ่ขึ้นไปถึงบริเวณอ่าวไทยตอนบน ต่อมาในวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 พายุวิภาได้เคลื่อนเข้าใกล้ประเทศไทยจนทำให้ทั้งบริเวณทะเลอันดามัน อ่าวไทย ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดลมแรงเป็นบริเวณกว้าง ความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเกิดขึ้นต่อเนื่องถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 แต่ความเร็วลมลดลงเหลือ 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในหลายพื้นที่ ต่อมาในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 บริเวณประเทศไทยความเร็วลมลดลงมากความเร็วลมสูงสุดอยู่ในช่วง 60-70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่บริเวณทะเลอันดามันยังคงมีความเร็วลมสูงสุดที่ 80-90 กิโลเมตร และตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ไปจนถึงสิ้นเดือน ความเร็วลมได้ลดลงมากในหลายพื้นที่ แต่มีบางพื้นที่ของประเทศยังคงมีลมแรงเกิดขึ้น โดยเฉพาะบริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และบริเวณอ่าวไทยตอนบน ที่มียังคงลมแรงอยู่ในช่วง 60-70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบทุกวัน
สำหรับพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” และพายุโซนร้อน “หนองฟ้า” ที่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 จากภาพแผนที่แสดงความเร็วลมที่ระดับความสูง 1.5 กิโลเมตร จากระดับน้ำทะเล แสดงให้เห็นว่าในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 บริเวณที่เกิดพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และหลังจากพายุได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่นในช่วงวันที่ 24-25 สิงหาคม 2568 ความเร็วลมสูงสุดเพิ่มเป็น100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเฉพาะบริเวณใกล้ตาพายุที่เป็นพื้นที่สีม่วง ความเร็วลมสูงสุดมากกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถึงแม้พายุจะสลายตัวไปแล้วบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยยังคงมีลมพัดแรงในหลายพื้นที่ จนมีพายุหนองฟ้าเกิดขึ้นมาในบริเวณทะเลจีนใต้อีก 1 ลูก เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีลมพัดแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นพายุหนองฟ้า ความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ขณะ
เคลื่อนตัวอยู่บริเวณอ่าวตังเกี๋ย หลังจากนั้นพายุหนองฟ้าได้สลายตัวไปในวันเดียวกัน แต่บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยก็ยังคงมีลมพัดแรงต่อเนื่อง ความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
สำหรับเดือนกันยายนไปจนถึงช่วงต้นเดือนตุลาคม 2568 มรสุมตะวันตกฉียงใต้มีกำลังค่อนข้างแรงในช่วงต้นเดือนทำให้บริเวณทะเลอันดามันภาคใต้และอ่าวไทยมีลมพัดแรงในช่วงวันที่ 1-3 กันยายน 2568 ความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 70-80 กิโลเมตรต่อชั่ว่โมง ส่วนพายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” (TAPAH) ไม่ได้ส่งผลทำให้เกิดลมแรงมากนักในบริเวณประเทศไทย ต่อมาในช่วงปลายเดือน อิทธิพลจากไต้ฝุ่น “รากาซา” (RAGASA) ที่เคลื่อนเข้ามาสลายตัวบริเวณประเทศเวียดนาม และพายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” (BUALOI) ที่เคลื่อนเข้ามาสลายตัวบริเวณประเทศลาว ส่งผลให้มีลมพัดแรงบริเวณทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายนไปจนถึงสิ้นเดือน ความเร็วลมสูงสุดที่เกิดขึ้นในบริเวณประเทศไทยอยู่ในช่วงประมาณ 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนพายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2568 ไม่ได้ส่งผลทำให้มีลมพัดแรงบริเวณประเทศไทย
สำหรับพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) ที่เคลื่อนเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยบริเวณอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ขณะมีกำลังแรงเป็นพายุดีเปรสชัน แล้วอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศไทย พายุลูกนี้ทำให้บริเวณจังหวัดอุบลราชธานีมีลมพัดแรงอยู่ที่ประมาณ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และในวันเดียวกันอิทธิพลของพายุยังทำให้เกิดลมพัดแรงมากขึ้นบริเวณพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ แต่ความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น







































































