ช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่น “วิภา” ซึ่งส่งผลทำให้เกิดกลุ่มเมฆหนาขนาดใหญ่เคลื่อนตัวไปพร้อมกับการเคลื่อนตัวของพายุ อีกทั้งยังทำให้มีกลุ่มเมฆเคลื่อนตัวจากทะเลอันดามัน เข้าปกคลุมประเทศไทย โดยบริเวณประเทศไทยเริ่มมีกลุ่มเมฆปกคลุมหนาแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ส่วนกลุ่มเมฆหนาบริเวณที่เกิดพายุได้เคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทย ในช่วงวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2568 และถึงแม้พายุจะสลายไปแล้ว แต่กลับยังมีกลุ่มเมฆหนาปกคลุมในหลายพื้นที่ไปจนถึงสิ้นเดือน เนื่องจากยังคงมีร่องมรุสมพาด ผ่านบริเวณตอนบนของประเทศประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียง ใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย มีกำลังปานกลาง
ต่อมาในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 อิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ส่งผลทำให้มีกลุ่มเมฆหนาขนาดใหญ่ปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้เป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 หลังจากนั้นกลุ่มเมฆหนาได้เคลื่อนไปทางทิศตะวันตกเข้าปกคลุมบริเวณเกาะไหหลำ อ่าวตังเกี๋ย ประเทศเวียดนาม ประเทศลาว และไทย ในช่วงวันที่ 24-26 สิงหาคม 2568 หลังจากนั้นกลุ่มเมฆหนาได้ สลายตัวไปแต่ยังคงกระจายตัวปกคลุมในบางพื้นที่เป็นหย่อม ๆ แต่ต่อมาในวันที่ 28 สิงหาคม 2568 พายุโซนร้อน “หนองฟ้า”
ทำให้มีกลุ่มเมฆหนาขนาดใหญ่ปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ยอีกครั้ง หลังจากนั้นกลุ่มเมฆดังกล่าวได้เคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนาม ลาวและไทย ในช่วงวันที่ 29-31 สิงหาคม 2568 ทั้งนี้อิทธิพลจากพายุทั้งสองยังทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้มีกลุ่มเมฆปกคลุมในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ภาคกลางและภาคตะวันออก
สำหรับเดือนกันยายนไปจนถึงช่วงต้นเดือนตุลาคม 2568 ประเทศไทยมีกลุ่มเมฆปกคลุมหนาแน่นเป็นหย่อม ๆ ตลอดทั้งเดือน รวมทั้งมีกลุ่มเมฆหนาปกคลุมเป็นบริเวณกว้างเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ เนื่องจากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณประเทศไทยตอนบนเกือบตลอดเดือน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกําลังปานกลางถึงค่อนข้างแรง นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” (TAPAH) ที่เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนในช่วงต้นเดือน และในช่วงปลายเดือนยังได้รับ อิทธิพลจากไต้ฝุ่น “รากาซา” (RAGASA) ที่เคลื่อนเข้ามาสลายตัวบริเวณประเทศเวียดนาม อีกทั้งมีไต้ฝุ่น “บัวลอย” (BUALOI) ที่เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองกว่างบิ่ญ ประเทศเวียดนามตอนบน ก่อนเคลื่อนเข้ามาสลายตัวบริเวณประเทศลาว ลักษณะดังกล่าวทําให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยมีฝนตกหนักถึง
หนักมากในหลายพื้นที่
และถึงแม้จะเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนแล้ว แต่ในปี 2568 นี้ ประเทศไทยตอนบนยังคงมี
ฝนในช่วงต้นเดือนและกลางเดือน จากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างในช่วงต้นเดือน ประกอบกับมีแนวพัดสอบของลม ตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคเหนือและภาคกลาง อีกทั้งมีลมตะวันออกและลม ตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคกลางตอนล่างในบาง ช่วง นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลจากไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) ที่เคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนาม และเคลื่อนผ่านกัมพูชา และลาว ก่อนเคลื่อนเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยบริเวณอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ขณะมีกำลังแรงเป็นพายุดีเปรสชัน พายุลูกนี้ได้อ่อนกำลังลง เป็นหย่อมความอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศไทย ก่อนเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณประเทศเมียนมา ซึ่งจากภาพถ่ายดาวเทียมจะเห็นกลุ่มเมฆหนาขนาดใหญ่เคลื่อนที่ตามการเคลื่อนตัวของพายุ โดยจะเห็นได้ชัดว่ามีกลุ่มเมฆหนาเริ่มปกคลุมบริเวณประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 และเริ่มสลายตัวไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568




































































