ปริมาณน้ำในเขื่อน
ที่มา : กรมชลประทาน / การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ปี 2568 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำที่มีความสุดขีด

ในหลายรูปแบบ บางเขื่อนมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสูงมากจนทุบสถิติ ตัวเลขปริมาณน้ำบางตัวเป็นรองแค่ปี 2554 เท่านั้น และบางเขื่อนต้องเร่งระบายน้ำเพื่อป้องกันการ

เกิดน้ำล้นเขื่อน แต่บางเขื่อนก็ต้องยอมปล่อยให้น้ำล้นเขื่อนเกิดขึ้น โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้



เขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก

ปี 2568 เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างค่อนข้างมาก เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 แม้จะเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งในเดือนพฤศจิกายนแล้ว แต่กลับยังคงมีน้ำไหลลงเขื่อนอยู่ค่อนข้างมาก หากเทียบกับปี 2554 2560 และ 2565 ที่ประเทศไทยมีปริมาณฝนค่อนข้างมาก แต่ทั้งนี้ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนรายวันสูงสุดมีเพียง 135.89 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 25 กันยายน 2568 ซึ่งน้อยกว่าปี 2554 และ 2565 อยู่ค่อนข้างมาก แต่หาก

รวมปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี จะเห็นได้ว่า ปี 2568 มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมถึง 10,313.04 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นเป็นรองแค่ปี 2554 เท่านั้น โดยได้เริ่มเร่งระบายน้ำออกตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 และมีการระบายน้ำมากกว่า 50 ล้านลูกบาศก์เมตราต่อวัน ต่อเนื่องในช่วงวันที่ 12-17 พฤศจิกายน 2568 หลังจากนั้นได้ลดการระบายลงเหลือวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568

ไปจนถึงสิ้นปี รวมปริมาณน้ำระบายทั้งปี 7,239.71 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากเป็นอันดับสองรองจากปี 2554 เนื่องจากปริมาณน้ำไหลเข้าค่อนข้างมากหากไม่เร่งระบายอาจทำให้น้ำล้นเขื่อนได้ ซึ่งในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ปริมาณน้ำมากเกือบถึงระดับกักเก็บปกติ (เกือบล้นเขื่อน) และเป็นปริมาณน้ำที่ใกล้เคียงกับปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกภัยในประเทศไทย









เขื่อนสิริกิติ์ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์

ปี 2568 เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำไหลลงค่อนข้างมากเช่นเดียวกันกับเขื่อนภูมิพล โดยปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมทั้งปีมีมากถึง 9,186.63 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นรองเพียงแค่ปี 2554 เท่านั้น แต่หากดูตัวเลขปริมาณน้ำไหลเข้ารายวันจะพบว่าระยะเวลาเพียง 1 วัน มีปริมาณน้ำไหลเข้ามากถึง

300.42 ล้านลูกบาศ์เมตร ซึ่งเกิดในวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 และเป็นปริมาณน้ำที่มากกว่าปี 2554 ค่อนข้างมาก ทำให้ต้องเร่งระบายน้ำตลอดเดือนสิงหาคมและช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนตุลาคม 2568 แต่ปริมาณระบายยังคงน้อยกว่าปี 2554 ค่อนข้างมากหากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน การ

ระบายน้ำในช่วงเวลานี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำล้นเขื่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่าช่วงต้นเดือนตุลาคมถึงช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ปริมาณน้ำจนเกือบถึงระดับกักเก็บปกติ ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2554









เขื่อนแควน้อย อ.วัดโบถส์ จ.พิษณุโลก

ปี 2568 ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนรวมทั้งปีของเขื่อนแควน้อยมีไม่มาก หากเทียบกับปี 2554 2560 และ 2565 แต่หากดูตัวเลขน้ำไหลลงเขื่อนรายวันจะพบว่า เพียง 1 วัน เขื่อนแควน้อยมีน้ำไหลลงสูงสุดถึง 51.75

ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกิดในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ทั้งนี้ได้เพิ่มการระบายน้ำในช่วงกลางเดือนกันยายนจนถึงกลางเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นการระบายน้ำที่น้อยกว่าปี 2554 และ 2560 อยู่ค่อนข้างมาก หาก

เทียบกับข้อมูลการระบายน้ำในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ถึงแม้จะมีการเร่งระบาย เขื่อนแควน้อยยังคงเกิดเหตุการณ์ปริมาณน้ำสูงกว่าระดับกักเก็บปกติตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมถึง 30 พฤศจิกายน 2568









เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

ปี 2568 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนรวมทั้งปริมาณน้ำระบายค่อนข้างน้อยหากเทียบกับปี 2554 2560 และ 2565 แต่ก็ได้มีการเร่งระบายน้ำออกในช่วงเดือนกันยายน แต่ยังคงเกิดเหตุการณ์

ระดับน้ำสูงกว่าระดับกักเก็บปกติ (น้ำล้นเขื่อน) ในช่วงวีนที่ 3-8 พฤศจิกายน 2568 เนื่องจากมีน้ำไหลลงเขื่อนมากในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งถือเป็นสถานการณ์น้ำที่ไม่ได้ผิดปกติมากนัก เนื่องจากเขื่อน

ป่าสักชลสิทธิ์มักเกิดเหตุการณ์น้ำล้นเขื่อนบ่อยครั้งกว่าเขื่อนอื่น ๆ เนื่องจากส่วนใหญ่ปริมาณน้ำไหลในแต่ละปีมักจะมากกว่าความจุของเขื่อนไปค่อนข้างมาก









4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

หากเปรียบเทียบตัวเลขปริมาณน้ำของปี 2568 กับปี 2554 2560 และ 2565 ที่ประเทศไทยมีปริมาณฝนค่อนข้างมาก จะพบว่าปี 2568 เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมทั้งปีและปริมาณน้ำระบายสะสมทั้งปี มากเป็นอันดับที่ 2 เป็นรองเพียงแค่ปี 2554 เท่านั้น

ส่วนเขื่อนแควน้อยและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำไหลลงทั้งปีน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับปีอื่น ทั้งนี้ ณ วันสิ้นปี เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลือสิ้นปีมากถึง 12,951 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีอื่น ส่วนเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำคงเหลือสิ้นปี 8,837 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นอันดับที่

สองรองจากปี 2554 สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำคงเหลือสิ้นปีเพียง 757 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้อยที่สุด ส่วนเขื่อนแควน้อยกลับมีปริมาณน้ำคงเหลือสิ้นปีมากที่สุด 836 ล้านลูกบาศก์เมตร