
-ชาวบางบาลต้องเผชิญน้ำท่วมทุกปี ทั้งบ้านเรือน ถนน และชีวิตประจำวัน แม้จะชินแต่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเลือกได้ ชีวิตในทุ่งรับน้ำ ชาวบ้านแบกรับภาระแทนเมืองใหญ่
-ระบบการระบายน้ำและการเปิด–ปิดประตูน้ำไม่สอดประสาน ส่งผลให้บางพื้นที่ท่วมหนักเกินจำเป็น ชาวบ้านมองว่าเป็นผลจาก “การจัดการ” มากกว่าธรรมชาติ
-การช่วยเหลือจากรัฐยังล่าช้า ไม่ครอบคลุม และไม่สะท้อนความเสียหายจริง โดยเฉพาะค่าเสียโอกาสด้านอาชีพและการศึกษาของเด็ก ๆ
-แม้กฎหมายกำหนดให้ สทนช. มีอำนาจกำกับการจัดการน้ำระดับประเทศ แต่กลับปล่อยให้กรมชลประทานแบกรับฝ่ายเดียว ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชน
-การขยายตัวของบ่อทรายและโครงการก่อสร้างในทุ่งบางบาล ลดศักยภาพในการ
รับน้ำ และสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมซ้ำเติมเกษตรกร
ทุ่งบางบาล” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถูกประกาศเป็นพื้นที่รับน้ำ ที่ชาวบ้านใมนชุมชนนี้ยอมรับการมีวิถีชีวิตที่ต้องแบกรับน้ำก่อนระบายเข้า กทม. แต่วันนี้ชาวบางบาลตั้งคำถาม การบริหารจัดการน้ำเป็นธรรม ขาดการมีส่วนร่วม เงินช่วยเหลือมาช้า เสนอโมเดล “กองทุนแบ่งปันภาระ”
อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รู้จักกันดีในฐานะ “ทุ่งรับน้ำ” แห่งลุ่มเจ้าพระยา ทุกครั้งที่น้ำเหนือไหลบ่า ทุกปีที่พายุฝนสาดซัดลงมา ชาวบ้านในบางบาลแทบจะกลายเป็นด่านแรกที่ต้องน้ำท่วมบ้าน ท่วมถนน ท่วมชีวิต
ความจริงที่ว่า “บางบาลท่วมทุกปี” ไม่ใช่เพียงคำบ่น หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างการจัดการน้ำของประเทศที่ยังหาคำตอบที่ยั่งยืนไม่ได้
ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บางหลวง บางบาล และชุมชนโดยรอบ บางครอบครัวต้องย้ายขึ้นมาอยู่บนเต็นท์พักชั่วคราวริมคันกั้นน้ำ บางครอบครัวเลือกที่จะอยู่เฝ้าบ้าน แม้จะต้องพายเรือเข้าออกทุกวัน ความคุ้นชินกับน้ำท่วมที่ชาวบ้านเอ่ยปากว่า “อยู่กับน้ำจนชิน” ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเต็มใจรับ หากแต่เป็นการยอมจำนนต่อสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก

นางทองเจือ ไม้อบเชย อายุ 87 ปี ชาวบ้าน ต.บางหลวง อ.บางบาล เล่าว่าปีน้ำเริ่มท่วมตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2568 และขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปีนี้แม้จะยังไม่หนักเท่าปี 2554 หรือปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงพีคของฤดูน้ำหลาก สถานการณ์จะรุนแรงกว่านี้หรือไม่
“ท่วมทุกปี ปีไหนมากปีไหนน้อย แต่ไม่เคยหายไปเลย… ถ้าปล่อยมาเกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเมื่อไหร่ น้ำก็จะท่วมหนัก” เธอกล่าว ถึงแม้จะเคยชิน แต่ก็ยังรู้สึกเบื่อ เพราะน้ำท่วมหมายถึงความลำบาก ทั้งการอยู่ การกิน และการซ่อมแซมบ้าน
ด้าน นางแสวง จันทรพิทักษ์ อายุ 77 ปี จากชุมชนบางหลวง ที่อาศัยอยู่กับเหลนวัย 6 ขวบ เล่าว่า บ้านของเธอถูกน้ำท่วมมาแล้วกว่า 2 สัปดาห์ บางครั้งต้องพายเรือเข้าออก ส่งหลานไปโรงเรียนซึ่งเพิ่งปิดไปหนึ่งสัปดาห์เพราะน้ำท่วม
“อยุธยาท่วมทุกปี ไม่เคยเว้น…น้ำจะมากจะน้อยก็ท่วมทุกปี” ยายแสวงบอก และตั้งคำถามว่าทำไมปัญหาการจัดการน้ำที่พูดกันมายาวนานจึงยังแก้ไม่ได้เสียที แม้จะอยู่กับน้ำมานานจนชิน แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้ท่วมอีก “ไม่ท่วมดีกว่า อยู่สบายกว่าลูกหลานไม่ต้องลำบาก”
ขณะที่เงินชดเชยเยียวยาน้ำท่วมที่ชาวบ้านได้รับในแต่ละปีได้ไม่เท่ากัน ปีที่แล้วชาวบ้านบอกว่าได้เยอะหลังละ 9,000 บาทเท่ากันทุกหลัง แต่ปีนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด และกว่าจะได้รับเงินก็มักจะล่าช้ามาโดยตลอด จึงมองว่าไม่คุ้ม อยากให้น้ำไม่ท่วมเลยจะดีกว่า

อำเภอบางบาล เป็นหนึ่งใน 6 อำเภอของพระนครศรีอยุธยา ที่ต้องรับน้ำจากตอนบน เพื่อไม่ให้ปริมาณมหาศาลไหลเข้ากรุงเทพฯ บ้านหลายหลังจึงถูกออกแบบยกใต้ถุนสูง หรือ “ดีดบ้าน” ให้พ้นระดับน้ำ แต่ก็ยังไม่สามารถรับมือได้ทั้งหมด หากปีใดน้ำมากเกินไป บ้านเรือนและวิถีชีวิตก็ยังคงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่สะท้อนจากบางบาลจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง ความเคยชินกับน้ำท่วม แต่คือคำถามเชิงนโยบายว่า ประเทศไทยจะสามารถจัดการน้ำได้จริงหรือไม่ เพื่อให้พื้นที่รับน้ำเช่นนี้ไม่ต้องตกอยู่ในวังวนความเดือดร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพราะ “การอยู่ในพื้นที่รับน้ำ” ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านจะต้องยอมรับสภาพเสมอไป หากรัฐยังไม่มีระบบการชดเชยและเยียวยาที่เพียงพอ แม้จะมีมาตรการช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ประชาชนต้องสูญเสีย
ขณะที่ “แนวโน้มสถานการณ์น้ำ” แม้ขณะนี้ฝนจะทิ้งช่วงไปบ้าง 1–2 วัน แต่ต้องเฝ้าจับตาว่าภายในไม่กี่วันข้างหน้ามีโอกาสเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะปัจจัยหลายอย่างยังคงกดดัน โดยเฉพาะน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่กำลังปล่อยน้ำลงมาเติมแม่น้ำเจ้าพระยา
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เขื่อนภูมิพลมีน้ำราว 70% ระบายวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำเก็บกักอยู่ถึง 80% และระบายวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เขื่อนใหญ่กำลังทำหน้าที่ชะลอและทยอยระบายน้ำเพื่อไม่ให้พื้นที่ลุ่มต่ำได้รับผลกระทบในทันที
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงอยู่ หากร่องมรสุมเคลื่อนผ่านภาคกลางและมีฝนตกลงมาเพิ่มเติม ระดับน้ำเจ้าพระยาจะยกตัวสูงขึ้น แม้การระบายที่เขื่อนเจ้าพระยาจะอยู่ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่หากฝนตกหนักเติมน้ำลงมาในพื้นที่อย่างสิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี ระดับน้ำก็อาจควบคุมได้ยาก
ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงกันยายน–ตุลาคมยังเป็นฤดูที่พายุมีโอกาสเข้าสู่ประเทศไทย หากพายุเคลื่อนเข้ามาเสริมกับร่องฝนเหมือนกรณี “วิภา” หรือ “คาจิกิ” ในอดีต จะทำให้ฝนตกหนักเฉลี่ยมากกว่า 100 มิลลิเมตรในหลายพื้นที่ ทั้งตอนบนและตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตซ้ำเติมได้
อีกปัจจัยสำคัญคือ “น้ำทะเลหนุนสูง” ระหว่างวันที่ 18–23 กันยายน 2568 ระดับน้ำทะเลจะดันกลับเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้น้ำสูงตั้งแต่ปากอ่าวขึ้นมาถึงกรุงเทพฯ ปทุมธานี และบางครั้งอาจถึงพื้นที่ริมตลิ่งในอยุธยา หากทั้ง 4 ปัจจัย คือ น้ำเหนือ, ร่องฝน, พายุ และน้ำทะเลหนุน เกิดขึ้นพร้อมกัน ความเสียหายอาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา
แม้จะมีการบริหารจัดการน้ำดีขึ้นกว่าวิกฤตปี 2554 แต่ข้อมูลปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ปีนี้ก็ใกล้เคียงกับสถิติปีนั้น โดยปี 2554 มีน้ำรวมกว่า 22,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนปี 2568 อยู่ที่ราว 25,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่าไม่ต่างกันมากนัก ต่างเพียง 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับการรับมือไม่ให้ทั้ง 4 ปัจจัยเข้ามาพร้อมกัน

ล่าสุดวันที่ 16 กันยายน 2568 กรมชลประทานประกาศปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,000–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ลุ่มต่ำ แต่ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น 40–60 เซนติเมตร ส่งผลให้หลายพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะ อ.บางบาล อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางไทร และ อ.บางปะอิน ต้องเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก บ้านเรือนกว่า 25,000 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ
ทุ่งรับน้ำบางบาลและป่าโมก ซึ่งกรมชลประทานเปิดประตูระบายน้ำและท่อลอดเกือบทั้งหมดแล้ว กลายเป็นจุดรองรับมวลน้ำหลัก โดยมีการทยอยระบายเข้าทุ่งเพื่อควบคุมไม่ให้ท่วมถนนและบ้านเรือนในทุ่งรับน้ำโดยตรง
นายศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระด้านการจัดการน้ำ แสดงความกังวลว่า การระบายน้ำเกินกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กำลังสร้างความเดือดร้อนรุนแรงต่อชาวบ้านในพื้นที่รับน้ำ เช่น คลองบางหลวง บางบาล และหัวเวียง ที่น้ำเอ่อล้นจนท่วมถึงชั้นสองของบ้าน ทำให้ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ตามปกติ
“หากยังปล่อยเกิน 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาทีต่อไป จะทำให้ชาวบ้านที่ตอนนี้ต้องอาศัยอยู่ชั้นสองของบ้านไม่สามารถอยู่ได้อีก อาจต้องอพยพออกจากพื้นที่” นายศศินกล่าว
เขาเรียกเรียกร้องให้กรมชลประทานพิจารณาลดอัตราการระบายน้ำลงมาอยู่ที่ 1,900 ลบ.ม.ต่อวินาทีหรือต่ำกว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเปิดโอกาสให้ชาวบ้านยังคงพอใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของตนเองได้
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจ “เอาน้ำเข้าทุ่ง” ยังไม่สามารถทำได้ทันที ต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพราะเกี่ยวพันกับปฏิทินการทำนาของเกษตรกร ปีนี้การเกี่ยวข้าวล่าช้ากว่ากำหนด ชาวนาหลายพื้นที่ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ หากรีบปล่อยน้ำเข้าทุ่งอาจทำให้ผลผลิตเสียหาย จึงต้องรอจังหวะที่เหมาะสม
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การจัดการน้ำไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคการระบายน้ำ แต่เป็นเรื่องความเป็นธรรมและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกร ชุมชน และภาครัฐ

ผศ.ดร.อาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อธิบายว่า ในเชิงพื้นที่ อยุธยามี “ทุ่งรับน้ำ” ซึ่งออกแบบไว้เพื่อ
หน่วงและระบายน้ำ โดยมีคันกั้นน้ำ (ที่ส่วนใหญ่เป็นถนนชลประทาน) แบ่งเขตระหว่างพื้นที่รับน้ำและพื้นที่นอกทุ่งรับน้ำ ปกติแล้วน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาจะระบายผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย แต่เมื่อมีปริมาณมาก มักเอ่อล้นเข้าพื้นที่ชุมชนนอกคันกั้นน้ำ
“คำถามคือ ทำไมไม่ระบายเข้าทุ่งรับน้ำที่เตรียมไว้ แต่ปัญหาก็คือเมื่อระบายเข้าไปแล้ว ระบบการเปิด-ปิดประตูน้ำกลับไม่ทำงานตามแผนที่วางไว้ น้ำจึงค้างอยู่และไม่สามารถผ่องถ่ายต่อได้”
ดร.อาทิตย์ ชี้ว่า ชาวบ้านริมน้ำจำนวนมากยอมรับว่าพื้นที่ลุ่มต่ำย่อมท่วมเป็นปกติ หลายครัวเรือนยกบ้านหนีน้ำไว้แล้วตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งเป็นปีที่น้ำท่วมใหญ่ที่สุดตามธรรมชาติ แต่ระดับและระยะเวลาน้ำท่วมปัจจุบันกลับสูงและนานกว่าที่ควรจะเป็น “ตรงนี้ชาวบ้านสะท้อนชัดว่าเป็นผลจากการจัดการน้ำ ไม่ใช่เพียงธรรมชาติ”
สิ่งที่ประชาชนต้องการ ระบบที่สอดประสาน
และเยียวยาที่เป็นธรรม โดยข้อเรียกร้องหลัก ๆ ที่ชาวบ้านต้องการคือ
1.การเปิด-ปิดประตูน้ำอย่างสัมพันธ์กัน ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ลงมาถึงอยุธยา เพื่อกระจายน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรที่ต้องการน้ำ ไม่ใช่ปล่อยให้ขังอยู่เฉพาะบางพื้นที่
2.การชดเชยเยียวยาที่เป็นธรรม ปัจจุบัน
การช่วยเหลือยังล่าช้า ไม่ครอบคลุม และเน้นเพียงค่าซ่อมบ้านตามระเบียบกระทรวงการคลัง ขณะที่ชาวบ้านเสียโอกาสทั้งในด้านอาชีพและการศึกษา ซึ่งไม่ถูกนับรวม
“รัฐพูดเองว่า น้ำท่วมทุกปี แต่กลับไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า เช่น เต็นท์ เรือ หรือศูนย์อพยพสำหรับกลุ่มเปราะบาง นี่สะท้อนว่าระบบยังไม่พร้อมจริง”
ตามกฎหมายทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มีอำนาจสั่งการบูรณาการทุกหน่วยงาน แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกปล่อยให้กรมชลประทานรับผิดชอบเกือบฝ่ายเดียว
“จริง ๆ แล้ว สทนช.ขึ้นตรงต่อนายกฯ และควรใช้กลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำเชื่อมโยงการจัดการระดับพื้นที่ แต่ทุกวันนี้เหมือนอำนาจไม่ถูกนำมาใช้จริง”
อีกประเด็นคือ การมีส่วนร่วมของชุมชน ปัจจุบันการทำประชาคมในทุ่งรับน้ำยังจำกัดแค่กลุ่มผู้ใช้น้ำจำนวนหลักร้อย ขณะที่ประชาชนในพื้นที่จริงมีเป็นหมื่น “นี่คือความไม่สมดุลที่เสี่ยงจะสร้างความขัดแย้ง”
ปัจจุบันมีแผนงานแก้ไขน้ำท่วมทั้งสิ้น 8–9 โครงการ แต่ที่เดินหน้าเพียงโครงการคลองบางไทร หรือ
“เจ้าพระยาสายที่ 2” ซึ่งเน้นปกป้องพระนครศรีอยุธยาและนิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้ช่วยบรรเทาปัญหาทุ่งบางบาลหรือเสนา–ผักไหโดยตรง
“โครงการที่ควรช่วยจริง เช่น โครงการป่าสัก หรือโครงการผันน้ำไปอ่าวไทย กลับยังไม่คืบหน้า”
มีข้อเสนอจากนักวิชาการบางส่วนว่า ควรตั้ง กองทุนจากภาคเมืองและเอกชน ที่ไม่ต้องรับน้ำ เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายของชุมชนที่ต้องเป็นพื้นที่รับน้ำแทน
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเองหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ก็ได้ลงทุนสร้างกำแพง
และระบบป้องกันน้ำท่วมของตน ทำให้พวกเขามองว่า “ไม่ใช่รัฐจัดการ แต่เป็นความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานที่ป้องกันตนเองได้” จึงยังไม่เข้ามามีส่วนร่วมในกองทุนลักษณะนี้
“การบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันยังมุ่งเน้นปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองสำคัญ ขณะที่พื้นที่รับน้ำถูกเพิกเฉยทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการ และการเยียวยา ความเป็นธรรมจึงยังไม่เกิดขึ้นจริง” ดร.อาทิตย์ ทิ้งท้าย

นอกจากปัญหาน้ำท่วมที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ อีกประเด็นที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด คือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่ใน ชาวบ้านบอกว่าเดิมทีพื้นที่ส่วนใหญ่ของทุ่งบางบาลเป็นเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันกลับถูกแทนที่ด้วยธุรกิจบ่อทรายในอัตราที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างก้าวกระโดด โดยหลายบ่อมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง
หากตรวจสอบจากภาพถ่ายทางอากาศ หรือแม้แต่ดูผ่าน Google Map ก็สามารถเห็นได้ชัดเจนว่า พื้นที่ทุ่ง
บางบาลถูกบ่อทรายและโครงการก่อสร้างต่าง ๆ เข้ามาเบียดแทนที่พื้นที่เกษตรกรรมเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขกว่าในอดีต
การขยายตัวของบ่อทรายไม่เพียงทำให้การจัดการน้ำเพื่อเข้าทุ่งบางบาลทำได้ยากขึ้น แต่ยังสร้างปัญหาตามมา ทั้ง ดินเค็ม ดินเสื่อมสภาพ และการแพร่กระจายของตะกอน ไปยังพื้นที่นาข้าวและเกษตรกรรม
โดยรอบ ทำให้เกษตรกรเผชิญความเสี่ยงซ้ำซ้อนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ในยุครัฐบาล คสช. ยังมีคำสั่งให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พระนครศรีอยุธยา สร้าง บ่อขยะขนาดใหญ่ ในพื้นที่ทุ่งรับน้ำบางบาลอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งลดทอนศักยภาพของทุ่งในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติ

คำถามใหญ่เวลานี้ จึงไม่ใช่แค่ “ปีนี้จะท่วมแค่ไหน” แต่คือ “เราจะทำให้การจัดการน้ำเป็นธรรมและเท่าเทียมได้หรือไม่” เพราะในขณะที่คนเมืองอย่างกรุงเทพฯ ได้รับประโยชน์จากการที่พื้นที่ลุ่มน้ำรับภาระแทน แต่ชาวบ้านกลับต้องแบกรับความเสียหาย
โดยไม่ได้รับการดูแลที่คุ้มค่า หากจะให้ระบบนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน
รัฐต้องสร้างความสมดุลระหว่าง “คนในเมือง” กับ “ชุมชนรับน้ำ” เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการวางนโยบาย และ
จัดสรรการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรมไปพร้อมๆกัน ขณะที่นักวิชาการยังตั้งข้อสังเกตว่า การชดเชยที่รัฐจัดให้มักไม่ครอบคลุม ทั้งช้าและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะค่าเสียโอกาสในการทำมาหากินและการศึกษาของเด็กๆ ในพื้นที่

นงนภัส พัฒน์แช่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
บนถนนชลประทาน อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ใกล้กับประตูระบายน้ำปากคลองบางบาล มีรถยนต์กว่า 10 คันจอดเรียงรายริมสองฝั่งถนน
ถนนเส้นนี้อยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาราว 500 เมตร มันทำหน้าที่เป็นคันกั้นน้ำไม่ให้เข้าไปท่วมพื้นที่ตอนในของ "ทุ่งบางบาล" พื้นที่ราบลุ่มซึ่งมีสภาพเป็นเกาะ ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองโผงเผง (คลองบางหลวง) และยังมีประตูระบายน้ำที่คอยควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปตามลำคลองบางบาลเข้าสู่พื้นที่ตอนในของทุ่ง
ราว 10.30 ของวันที่ 3 ต.ค. ที่บีบีซีไทยลงพื้นที่ ระดับน้ำฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้าน
นอกประตูน้ำระบายน้ำอยู่ที่ราว 7 เมตร ขณะที่อีกฝั่งอยู่ที่ 5 เมตร จากมาตรวัดบริเวณประตูระบายน้ำ
ฝั่งที่ระดับน้ำสูง 7 เมตรนั้น คือพื้นที่ ต.บางชะนี ซึ่งครอบคลุมอาณาบริเวณตั้งแต่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จนมาสุดที่ถนนชลประทานแห่งนี้ มีกว่า 400 ครัวเรือน ถูกน้ำท่วมขังมานานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว จากการเปิดเผยของกำนัน ต.บางชะนี
ชาวบ้านในตำบลต้องใช้วิธีสัญจรทางเรือออกมายังถนนเส้นนี้ แล้วจึงสามารถต่อรถออกไปทำงาน เรียน หรือทำธุระต่าง ๆ ได้ ขณะที่ส่วนหนึ่งที่บ้านไม่ได้ยกสูงและน้ำเข้าท่วมภายในบ้าน ก็ต้องออกมาพักอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพในโรงเรียนซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 3.5 กิโลเมตร ขณะที่ชาวตำบลอื่นที่ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน บางส่วนต้องออกมาอาศัยเต็นท์นอนอยู่ริมถนน
นี่คือวิถีชีวิตที่ชาวบางบาลคุ้นชินในช่วง "หน้าน้ำ" ของทุก ๆ ปี มาเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว และระยะเวลาที่ต้อง "อยู่กับน้ำ" นานขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เคยท่วม 2-3 สัปดาห์ กลายเป็นยาวนานได้ถึง 2-4 เดือน โดยที่ยังไม่เห็นสัญญาณว่าสถานการณ์จะดีขึ้นได้ในเร็ววันนี้
มายาคติที่หลายคนคุ้นชินว่าบางบาลเป็น "ทุ่งรับน้ำ" สภาพความเป็นจริงกลับปรากฏว่าพื้นที่ "ทุ่ง" หลายจุดยังแห้งสนิท ขณะที่บ้านเรือนบางหลังจมเกือบมิดถึงหลังคา
ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่นี้มีที่มาจากอะไรกันแน่ และเหตุใดจึงยังไม่มีทีท่าที่จะคลี่คลาย ?

วีรวัฒน์ วังบรรพต ชาวบ้านหมู่ 5 ต.บางชะนี พาบีบีซีไทยนั่งเรือเข้าไปสำรวจความเป็นอยู่ของคนในชุมชนซึ่งถูกน้ำเอ่อล้นจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ก.ย.
จากริมถนนชลประทาน เรือแล่นผ่านพื้นที่ที่เคยเป็นสวนซึ่งยังเห็นใบกล้วยที่ยืนต้นตายโผล่พ้นน้ำ ก่อนผ่านแนวเสาไฟฟ้าในจุดที่เขาบอกว่าคือถนน และบางช่วงมีคมรั้วลวดหนามโผล่เหนือน้ำราวหนึ่งคืบ ระหว่างทางผ่านบ้านเรือนหลายหลังที่ยกเสาสูงทำให้โผล่บ้านน้ำ แต่ก็ยังมีบางหลังที่ไม่ได้ยกสูงและพบว่าระดับน้ำอยู่เกือบถึงหลังคาบ้าน
เขาบอกว่าเรื่องดีอย่างหนึ่งของพื้นที่นี้ในยามที่น้ำท่วมสูง คือน้ำและไฟยังใช้ได้ ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังสามารถพักอาศัยอยู่ภายในบ้านของตนเองได้ เว้นแต่บางหลังที่เป็นบ้านชั้นเดียวและไม่ได้ยกสูง ซึ่งไม่มีทางเลือกใดนอกจากต้องไปอาศัยอยู่ที่อื่นหรืออาศัยในศูนย์ผู้อพยพ
เรือยนต์ล่องฝ่าน้ำมาได้ราว 10 นาที เราก็เจอบ้านหลังหนึ่งที่มีผู้สูงอายุนั่งอยู่คนเดียวบริเวณชานบ้าน เธอบอกว่าเธออาศัยอยู่ในบ้านที่มีน้ำรายล้อมเพียงลำพัง เพราะลูกหลานออกไปอยู่ต่างจังหวัดกันหมดแล้ว โดยอาศัยผู้ใหญ่บ้านหรือคนในชุมชนช่วยรับของยังชีพมาให้ หรือหากกระแสน้ำไม่เชี่ยวเธอก็ยังพอพายเรือออกไปหาข้าวปลาอาหารได้บ้าง
"ตั้งแต่มาอยู่นี่ไม่เห็นท่วมอยู่สองปีมั้ง ตั้งแต่ พ.ศ.2542 [ที่] มาอยู่นี่" หนูทิพย์ เสโสภณ วัย 74 ปี เล่า "สมัยก่อนปลูกกระต๊อบ ทำร้านขึ้นก็หน้าต่างท่วม อยู่ไม่ได้ พากันอพยพไปอยู่บ้านยายไล ก็อยู่ไม่ได้อีก" เธอบอกว่าเมื่อก่อนบ้านของเธอไม่ได้ยกสูงขนาดนี้ แต่พอน้ำท่วมบ่อย ๆ ก็ต้องยกพื้นบ้านขึ้นมา
บีบีซีไทยถามว่าหากฉุกเฉินขึ้นมาแล้วจะขอความช่วยเหลือใคร เธอตอบว่า "มีโทรศัพท์" ก่อนจะบอกว่า "แต่โทรศัพท์ก็ไม่มีเงินอีก ไม่มีตังค์เติม"

ต.บางชะนี ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ส่งเสริมและเผยแพร่ดนตรีไทย บ้านครูสำราญ เกิดผล ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง (ดนตรีไทย) ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันศูนย์ฯ ดังกล่าวถูกน้ำท่วมเกือบมิดชั้นหนึ่ง เช่นเดียวกับบ้านของศิลปินแห่งชาติที่ยังมีลูกสาวพักอาศัยอยู่หลังจากครูสำราญล่วงลับไป
บ้านของศิลปินแห่งชาติในตอนนี้ สามารถเข้าถึงได้ด้วยเรือเท่านั้น และใช้อยู่อาศัยได้เพียงบริเวณชั้นสอง ขณะที่ชั้นล่างก็เริ่มพบกระจกหน้าต่างบางส่วนแตกจากกระแสน้ำพัด ทางเข้าออกมีเพียงทางเดียวคือระเบียงชั้นสองที่บีบีซีไทยต้องปีนขึ้นไปเพื่อจะสามารถดูความเป็นอยู่ภายในบ้านได้
นี่คือทางเข้าออกเดียวที่สุทธิรักษ์ กลึงศาสตร์ วัย 65 ปี ลูกสาวของครูสำราญมีในช่วงกว่าสามสัปดาห์ที่น้ำท่วมขัง และนั่นทำให้เธอแทบไม่ได้ออกไปไหนในยามที่มีแต่น้ำล้อมรอบเช่นนี้ เธอบอกว่าเธอจะนั่งเรือออกไปซื้อหาเสบียงเข้ามาราวสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น และบางครั้งก็ใช้วิธีจ้างเรือออกไปให้ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมาทุกครั้งในช่วงที่น้ำท่วม จุดนี้เธอบอกว่าเคยท่วมนานสุดคือ 4 เดือน และน้อยสุดคือ 1-2 เดือน
"บ้านเรามีกระจก มีทั้งหน้าต่างรอบบ้าน เวลาที่น้ำมันท่วมนาน ๆ ทุกอย่างมันก็พังหมด" เธอเล่า "ทุกปีมันก็จะเป็นแบบนี้ ขึ้นอยู่กับว่าน้ำมากน้ำน้อย พอ [ท่วม] เสร็จแล้วเราก็ต้องซ่อมบำรุงบ้าน"
"เราไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่หรอกเรื่องอาหารการกิน แต่เราเบื่อหน่าย ไหนจะคลื่นจากเรือใหญ่สารพัด น้ำก็แรง เวลาคลื่นมาก็กระทบหน้าต่างดังปึ้งปั้ง ๆ ตลอด ใครไม่เคยมาอยู่ตรงนี้มันก็จะเสียสุขภาพจิต มองไปทางไหนก็มีแต่น้ำ" สุทธิรักษ์สะท้อน

บีบีซีไทยสังเกตว่าบ้านเรือนส่วนใหญ่ในชุมชนจะถูกยกพื้นสูงโดยเสริมเสาปูน หรือไม่ก็มักจะสร้างเป็นบ้านสองชั้น ซึ่งชาวบ้านยังคงใช้พักอาศัยอยู่ได้ในยามที่น้ำท่วม
ทว่าการจะยกพื้นสูงเช่นนี้ต้องใช้เงินหลักแสนบาท เช่นบ้านของสำรวย บุญมี เกษตรกรในตำบลที่บอกกับเราว่าเธอต้องใช้เงินไปร่วม 200,000 บาท ในการจะเสริมเสาราว 40 กว่าต้น เพื่อ
ยกพื้นบ้านสองหลังให้พ้นน้ำ ซึ่งนี่คือราคาเมื่อปี 2550 และแม้ว่าเธอจะยกพื้นบ้านขึ้นมาเกือบ 2 เมตรแล้ว วันที่บีบีซีไทยลงพื้นที่ พบว่าระดับน้ำอยู่ห่างจากพื้นบ้านไม่มากนัก


สำหรับคนที่ไม่มีงบประมาณในการ "ดีดบ้าน" (ศัพท์ที่ชาวบ้านใช้กันโดยหมายถึงการยกระดับพื้นบ้านให้สูงขึ้น) เมื่อน้ำท่วมก็ต้องมาอาศัยนอนที่
ศูนย์อพยพ หรือตั้งเต็นท์นอนบนถนน
"จะเอาเงินที่ไหนมายก [ใต้ถุน] ล่ะอีหนู" ปทุม พานแก้ว หญิงวัย 86 ปีที่มาอาศัยอยู่ในศูนย์
อพยพ รร.วัดโคก บอกกับบีบีซีไทยพร้อมหัวเราะเบา ๆ เธอบอกว่ามาอาศัยนอนที่นี่ได้สองคืนแล้ว หลังน้ำท่วมเข้ามาในบ้านจนถึงระดับเข่า

"ใครจะอยู่ได้ เดินลุยแล้วน้ำกัดเท้าแหลกเหลวหมด" หญิงวัย 86 ปีรายนี้ตัดพ้อ "ที่บ้านมันเป็นแอ่ง หลายบ้านเข้าไม่ได้ อยู่กันไม่ได้" เธอบอกว่าเธอเคยมานอนที่ศูนย์อพยพแห่งนี้เมื่อปี 2565 ที่น้ำท่วมสูงเช่นกัน และกำลังคิดว่าปีหน้าก็อาจจะต้องมานอนอีก
"นานเหมือนกันกว่าจะได้กลับเข้าไปบ้าน" เธอกล่าวถึงปีที่แล้ว "ลูกก็บอกว่าแม่อย่าไปเลย เดี๋ยวก็จมน้ำตายหรอก" เธอบอกพร้อมสะท้อนว่าเธอค่อนข้างร้อนใจและอยากเข้าไปดูภายในบ้านว่าโทรทัศน์ที่ยกสูงเอาไว้ สูงเพียงพอที่จะพ้นน้ำหรือไม่
"[ปีที่แล้ว] บัตรประชาชนไว้ในลิ้นชักก็หาย ลอยน้ำไป ก็เราไม่ได้ไปอยู่… จะเข้าไปน้ำก็เชี่ยวจังเลย เข้าไปก็กลัวจะลื่น" เธอกล่าว

ในวันที่เราลงพื้นที่ (3 ต.ค.) มี 6 ครอบครัวในพื้นที่ ต.บางชะนี ที่มาอาศัยในศูนย์อพยพ รร.วัดโคก ซึ่งจัดสรรห้องเรียนแยกให้แต่ละครอบครัวใช้หลับนอน ที่นี่ยังเป็นที่ปิด มีน้ำ-ไฟ ซึ่งผู้อพยพใช้หุงหาอาหารได้บ้าง มีห้องน้ำให้เข้า มีสถานที่พอจะซัก-ตากผ้าได้
แต่บางครอบครัวใน อ.บางบาล ก็เลือกจะนอนบนถนนคันคลองชลประทาน โดยเมื่อบีบีซีไทยขับรถสำรวจตามแนวถนนสองเลนที่ยกสูงจากพื้นที่ชุมชนรอบข้างนี้ เราพบว่ามีเต็นท์ตั้งห่าง ๆ กัน
เป็นช่วง ๆ อยู่หลายหลัง ทั้งหมดเป็นเต็นท์เปิดที่มีเพียงส่วนหลังคากันแดดกันฝน ซึ่งกินพื้นที่ถนนประมาณ 1 เลน โดยบางช่วงเราพบว่ามีการตั้งป้ายเตือนสำหรับรถที่ผ่านให้ระวังผู้พักอาศัยบนถนน
บุญชู ลือทรัพย์ หญิงวัย 72 ปี ชาว ต.บางหัก อ.บางบาล บอกกับเราว่า เธอมาอาศัยนอนที่เต็นท์ได้กว่าสามสัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. โดยอยู่กับสามีวัย 82 ปีเพียงลำพัง
"พอน้ำท่วมก็ขอเขา (เทศบาล) เขาก็เอาเต็นท์มาขึงให้ แล้วเราก็ไปซื้อแคร่ซื้ออะไรมา เขามีแต่เต็นท์ให้อย่างเดียว" บุญชูเล่า "ก็อยู่สองคนตายาย พวกชาวบ้านเขาเห็นเรานอนอยู่นี่ เขาก็เอารถมาฝาก" เธอชี้ไปที่รถจักรยานยนต์สองคันที่จอดอยู่ในเต็นท์

ระหว่างที่บีบีซีไทยพูดคุยกับบุญชูในเต็นท์ มีรถบรรทุกทรายหลายคันวิ่งผ่านไปบนถนนโดยอาศัยอีกเลนที่ยังเหลือ
บุญชูบอกว่าเธอออกมาอยู่แบบนี้ทุกปีเมื่อน้ำท่วมบ้านเป็นเวลาหลายปีติดต่อกันแล้ว โดยแต่ละวันจะพายเรือเข้าไปอาบน้ำที่บ้านลูกหลาน ก่อนจะออกมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เต็นท์โดยกางมุ้งนอนเพื่อกันยุง เมื่อปวดปัสสาวะก็จะทำธุระใส่ขวดแล้วค่อยเอาไปทิ้ง แต่หากปวดอุจจาระ ก็ต้อง
อั้นไว้ก่อนแล้วพายเรือเข้าไปขออุจจาระที่บ้านลูก
"ปวดฉี่ก็มีกระป๋อง ใส่กระป๋องแล้วก็เอาไปทิ้ง ปวดหนักก็พายเข้าบ้าน แต่มันไม่ค่อยถ่าย ไม่รู้เป็นยังไง พอน้ำท่าท่วมมันไม่ค่อยถ่าย บางที 3-4 วันถึงจะถ่าย"
เมื่อถามว่าแล้วเหตุใดจึงไม่นอนในบ้านกับลูก เธอบอกว่า "มันเต็มหมด ในนั้นก็แค่นอน หลานคนหนึ่งแล้วก็ลูกสาว ในนั้นก็แค่ห้องเดียว"
"เขาก็ให้ไปอยู่ แต่เราแก่แล้ว เราไม่อยากไปยุ่งเขา... ก็ต้องมานอนอยู่นี่ทุกปี หลายปีแล้ว ก็ต้องเฝ้ารถเฝ้าราให้ลูก" เธอเล่า "เราพ่อแม่ มันอดห่วงลูกไม่ได้หรอก"

ชาวบ้านบางบาลหลายคนที่บีบีซีไทยได้พูดคุยพูดตรงกันว่าพวกเขาได้เงินชดเชยที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมคือในปีที่แล้ว ที่ได้บ้านละ 9,000 บาท สำหรับหลังที่ถูกน้ำท่วม
แต่เงินที่ได้รับไม่สอดคล้องกับความเสียหายของบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูงซ้ำ ๆ ทุกปีมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ
"ทุกปีก็คือเจอโคลน ครึ่งหน้าแข้ง ถึงเข่า แล้วเราก็ต้องจ้างเขาเพื่อที่จะเอาโคลนออกจากบ้านเรา" เธอเล่า " อย่างปีที่แล้วที่เขาให้เรามา 9,000 มันก็ไม่พอหรอก" สุทธิรักษ์สะท้อน
"เวลาที่เขาประเมินค่าเสียหาย บางบ้านแค่ท่วมเสาเขาก็ให้เท่ากับเรา… เขาไม่ได้มองว่าที่เราต้องอยู่อย่างนี้ 3-4 เดือนเขาจะชดใช้อะไรให้เราได้บ้าง" เธอกล่าว

เช่นเดียวกับหนูทิพย์ หญิงสูงอายุที่อาศัยในบ้านคนเดียว ซึ่งมองว่าเงินเยียวยา 9,000 บาทที่เธอเพิ่งได้รับเมื่อปีที่แล้ว "ไม่พอ"
"เดี๋ยวนี่พังเดี๋ยวนู่นพัง มันเป็นอย่างนั้น" เธอบอกว่าน้ำท่วมปีที่แล้วทำให้เสาบ้านที่ยกสูงขึ้นมาบริเวณห้องน้ำของเธอแตกร้าว แต่เธอก็ยังไม่ได้ซ่อม เนื่องจากเงินที่ได้รับไม่เพียงพอหากจะซ่อม "อยู่ไปก่อน" เธอกล่าวพร้อมหัวเราะเบา ๆ
ในกรณีของเกษตรกรที่ "พืชสวน" ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม สำรวย บุญมี ผู้เป็นเจ้าของไร่มะม่วง 1 ไร่ เล่าว่า จะได้รับเงินชดเชยในอัตราไร่ละ 4,000 บาท
"ทุกปีเราจะลงทะเบียนเกษตรไว้อยู่แล้ว และปรับปรุงทุกปี ถ้าปีไหนไม่ท่วมก็คือไม่ต้องชดเชย ถ้าปีไหนท่วม เราลงไว้ 1 ไร่ เสียหายเท่าไหร่เราก็ลงไปว่าเสียหาย 1 ไร่เลย เขาก็ชดเชยให้เรา 1 ไร่" สำรวยเปิดเผย เธอบอกว่าสวนมะม่วงของเธอคือสวนที่สามพี่น้องครอบครัว "บุญมี" ช่วยกันทำ
"พอน้ำลง" "เราก็ปลูกต่อ" สองพี่น้องสำเริงและสำรวยช่วยกันกล่าวเสริม " และถ้าเผื่อมันท่วมอีกเราก็ลงทะเบียนเหมือนเดิม หมุนเวียนอยู่อย่างนี้"
เมื่อถามว่าไม่ท้อหรือในเมื่อปลูกใหม่ก็เจอน้ำท่วมทุกปี สำเริงตอบว่า "ทำไงได้" ขณะที่สำรวยบอก "ต้องเสี่ยงดวง" ทั้งสองคนบอกว่าที่ผ่านมาอัตราการปลูกมะม่วงแล้วได้ผลผลิตอยู่ที่ 50% ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง หากปีไหนสถานการณ์ไม่เลวร้าย ต้นมะม่วงก็ยังพอรอดตายและให้ผลผลิตได้บ้าง
ควบคู่ไปกับการทำสวนมะม่วง ครอบครัวนี้มีอาชีพเสริมคือการทำพิซซ่าไปขายที่ตลาด ซึ่งแม้ว่าในตอนนี้น้ำจะท่วมบ้าน พวกเขาก็ยังต้องออกไปขายอยู่ โดยต้องขนของขึ้นเรือพายฝ่ากระแสน้ำออกไปถึงถนนชลประทานหน้าประตูน้ำปากคลองบางบาล ก่อนจะย้ายของจากเรือขึ้นรถเพื่อนำไปขาย "ไปทำอย่างอื่นเราก็ไม่รู้จะทำอะไร" สำรวยบอก "เราไม่มีทุน… เราถึงได้ต้องมีอาชีพเสริม"

บีบีซีไทยถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับคำว่า อ.บางบาล เป็นทุ่งรับน้ำ เสียสละไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ ?
"ฟังแล้วแบบนี้ทุกปี บางบาลคือทุ่งรับน้ำ แต่ไม่เห็นจะแก้ไขอะไร แค่มาดูแล้วก็แจกของ" บังอร บุญมี น้องสาวของสำรวยที่พายเรือมาพร้อมกับข้าวสาร 1 กระสอบ และน้ำดื่ม 1 แพ็ค ระบุ "เราก็ไม่อยากลำบาก"
"ถึงเราจะได้ชดเชยมันก็…"สำรวยพูดก่อนจะส่ายหน้า ขณะที่บังอรเสริมต่อว่า "มันก็สู้ไม่ท่วมดีกว่า ใช่ป่ะ เราก็ไม่สะดวกสบาย"
ขณะที่สุทธิรักษ์แย้งว่าพื้นที่ที่น้ำท่วมขังไม่ใช่ทุ่ง แต่คือบ้าน "อันนี้มันคือบ้าน แล้วมันคือบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเลย ในเมื่อมันผันน้ำเข้าไปในคลองส่วนใหญ่ไม่ได้ มันก็มาตกหนักอยู่บ้านริมน้ำ" เธอบอก
เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึงหน่วยงานรัฐหรือไม่ เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้น
"พี่ก็ว่าเขาก็ฝากกัน ชาวบ้านเขาก็ฝากกันตลอด ฝากกันมาทุกปี มันก็เหมือนไฟไหม้ฟาง เวลาที่น้ำท่วม มีภาวะแบบนี้ ก็จะมีคนเข้ามาสนใจอยากจะแก้ปัญหาตรงโน้นตรงนี้ แต่พอเวลาหลังน้ำท่วมแล้ว เหมือนเดิม มันก็เงียบเหมือนเดิม" เธอบอก "เวลาน้ำมาทุกหน่วยงานก็จะเข้ามาสนใจ แต่ถามว่าธรรมดาเคยคิดจะเข้ามากันไหม ก็ไม่มา"
"เป็นน้ำมีเจ้าของ บีบให้ไปตรงไหนก็ไป บีบให้ท่วมตรงไหนก็ได้" พี่สาวของเธอที่อยู่ในบ้านด้วยขณะที่เราสัมภาษณ์กล่าวขึ้นมา ก่อนที่สุทธิรักษ์จะเสริมว่า "เพราะว่ามันมีบ่อทรายบ้าง มีอะไรประมาณนั้น"
เธอมองว่าสถานการณ์น้ำท่วมใน อ.บางบาล รุนแรงเพราะการบริหารจัดการ มากกว่าจะเป็นความรุนแรงตามธรรมชาติ
"พื้นที่ตรงนี้เมื่อก่อนมันไม่ได้ท่วมถึงขนาดนี้ แต่ตอนนี้กั้นถนน นาข้าวเอย บ่อทรายเอย ทุกอย่างที่มันเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ที่จะรับน้ำก็บีบให้น้อยลง เพราะฉะนั้นระดับน้ำมันก็ต้องสูงขึ้น" "ที่บอกว่าปล่อย 2,400 [ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที] 2,400 เมื่อก่อนกับ 2,400 ปัจจุบันนี้มันต่างกัน"
"ตั้งแต่เกิดมาจนถึง [อายุ] 65 มันไม่ได้น้อยลงเลย มันเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่ามันไม่ได้แก้ปัญหา" เธอให้ความเห็น
"ก็รับสภาพกันไป ไม่เป็นไร ท่วมบ้านอยู่ไม่ได้ก็ไปอยู่ริมถนน ก็ไปอยู่โรงเรียน ก็ไปนอนเต็นท์ เอาข้าวมาส่ง ก็แค่นั้น ปัญหามันก็จบไหม มันไม่จบ"
พื้นที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา มักจะถูกพูดถึงซ้ำ ๆ ว่าเป็น "ทุ่งรับน้ำ"
จากข้อมูลเท่าที่บีบีซีไทยสืบค้นพบนั้น แนวคิดการใช้ "พื้นที่
แก้มลิงบางบาล (1)" เป็นพื้นที่ชะลอน้ำ เริ่มมีการขออนุมัติงบประมาณในการศึกษาความเป็นไปได้เมื่อปี 2550 โดยสำนักงาน
คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้มอบหมายให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ดำเนินการ

ดยจากรายงานการศึกษาฉบับเต็ม กำหนดขอบเขตพื้นที่แก้มลิงบางบาล (1) ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ในเขตพื้นที่ปกครองของ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.อ่างทอง พื้นที่ประมาณ 55.507 ตร.กม. หรือ 34,691.94 ไร่
โดยมีขอบเขตด้านทิศเหนือติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองโผงเพง ทิศใต้ติดกับคลองบางหลวงและคลองมโนราห์ ทิศตะวันออกติดคลองบางบาล และทิศตะวันตกติดกับคลองบางบาลและแม่น้ำน้อย
รายงานดังกล่าวยังศึกษาสัดส่วนการใช้ที่ดินในพื้นที่โครงการขณะนั้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม คือ 37.13 ตร.กม. คิดเป็นราว 66.9% ของพื้นที่ ส่วนที่เหลือจึงเป็นพื้นที่ชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม บ่อดูดทราย และอื่น ๆ

จากการสำรวจพื้นที่โดยลัดเลาะเลียบถนนคันคลองชลประทานซึ่งเป็นเหมือน 'ปราการ' กั้นไม่ให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่ตอนในของทุ่งบางบาล บีบีซีไทยพบว่าบริเวณที่น้ำท่วมสูงจนเกือบมิดชั้นหนึ่งของบ้านหลายหลัง คือฝั่งที่อยู่ระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับถนนเส้นนี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนและชุมชน
ขณะที่อีกฝั่งของถนนซึ่งจากแผนที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นตอนในของทุ่งบางบาล ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่คือพื้นที่เกษตรกรรมและมีบ่อทราย
หลายแห่งนั้น บางช่วงยังเป็นทุ่งเขียวขจี แต่บางช่วงก็มีน้ำเอ่อเข้าท่วมบ้างแล้ว ทว่าระดับน้ำยังห่างกับอีกฝั่งอยู่มาก
"จริง ๆ มันประกาศไปแล้ว [ว่า] ทุ่งบางบาลเนี่ยมันเป็นทุ่งรับน้ำ" สวัสดิ์ สัญญะวิรี กำนัน ต.บางชะนี บอกกับบีบีซีไทย "เมื่อก่อนนี้ก็ยอมรับกันได้ แต่มาตอนหลัง ๆ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ตอนที่จะระบายน้ำเข้าทุ่ง มันระบายเข้ายาก ไหนจะเรื่องชาวนา ไหนจะพวกทําธุรกิจบ่อทราย มันก็มีส่วนด้วยกันทั้งหมดแหละ"
เขาเปิดเผยว่าโดยปกติในแต่ละปี จะมีข้อตกลงในพื้นที่ให้ชาวนาเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันก่อนวันที่ 15 ก.ย. ก่อนที่ทางชลประทานจะระบายน้ำเข้าทุ่งเพื่อรองรับน้ำ แต่ในทางปฏิบัติมักจะมีการต่อรองกันให้ระบายน้ำเข้าทุ่งช้า ด้วยสาเหตุเช่น เก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ทัน ซึ่งเมื่อน้ำไม่ถูกระบายเข้าไปยังทุ่งต่าง ๆ พื้นที่ที่ต้องแบกรับมวลน้ำไปก่อนคือบ้านเรือนริมน้ำ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่ทำนาในทุ่งบางบาลกลุ่มหนึ่งที่บีบีซีไทยพบขณะลงพื้นที่ ยืนยันว่าพวกเธอไม่ได้ติดขัดอะไรกับข้อกำหนดให้เก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันภายในวันที่ 15 ก.ย. เพราะเข้าใจความเดือดร้อนของคนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ แม้ว่าพวกเธอจะไม่รับเงินชดเชยหรือค่าตอบแทนใด ๆ จากการยอมปล่อยให้น้ำไหลเข้าทุ่งนาก็ตาม
"เขาให้แค่ไร่ละพัน เขาให้แค่ข้าวถูก ไม่ได้ชดเชยน้ำท่วมนี่นะ" ชาวนารายหนึ่งเปิดเผย "เขาถือว่าทรัพย์สินเราไม่ได้เสียหาย เพราะว่าเราก็รู้ดีว่าน้ำมันจะมา เราก็เก็บเกี่ยวไปแล้ว ก็เป็นเหมือนประมาณว่าช่วย ๆ กัน"
ชาวนากลุ่มนี้ระบุว่าพวกเธอไม่ติดปัญหาอะไรหากทางชลประทานจะระบายน้ำเข้าทุ่งหลังวันที่ 15 ก.ย. ซึ่งตกลงกันไว้แล้วว่าต้องเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะก็เห็นใจคนอีกฝั่งที่น้ำท่วมสูงกว่า แต่ก็ยอมรับว่าที่ผ่านมามีเกษตรกรบางกลุ่มที่อาจเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ทันและขอต่อรองให้ระบายน้ำลงทุ่งช้ากว่ากำหนด ซึ่งโดยปกติก็จะขอเลื่อนไม่มาก คือราว 2-10 วัน
"มันก็ไม่เป็นกฎตายตัวนะ บางปีเขาก็บอกมา" เกษตรกรรายหนึ่งระบุถึงช่วงเวลาที่ต้องเก็บผลผลิต "แต่พวกเราก็รู้แล้วว่ากําหนดน้ำจะมาตอนไหน เรารู้กันเองว่าเดือนนั้นเดือนนี้น้ำมันจะมาเราก็รีบทำ" อีกรายกล่าวเสริม
เมื่อถามว่าแล้วเหตุใดระดับฝั่งนี้จึงยังท่วมไม่มาก เมื่อเทียบกับฝั่งนอกคันกั้นน้ำ
เกษตรกรรายหนึ่งตอบว่า "คือมันว่าทางเส้นกลาง ฝั่งโน้นไม่มีน้ำนะแต่ตรงโน้นมันมีบ่อทราย ไม่รู้บารมีบ่อทรายมันคุ้มอยู่ [หรือ] เปล่านะ" พร้อมหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่อีกคนจะเสริมว่า "เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นแก้มลิงแล้ว มันมีบ่อทราย บ่อทรายเขาไม่ให้เข้า"
ริมถนนคันคลองชลประทาน และถนนเส้นอื่น ๆ ในทุ่งบางบาล มีบ่อทรายหลายแห่งที่ยังประกอบกิจการอยู่ รถบรรทุกทรายหลายสิบคันวิ่งผ่านสวนกับเราในขณะที่สำรวจตามแนวถนน มีรถแบ็คโฮยังเดินเครื่องตักทรายอยู่หลายจุด
บีบีซีไทยเข้าไปสอบถามยังสำนักงานของบ่อทรายแห่งหนึ่ง พนักงานของบ่อทรายบอกกับเราว่าบริษัทของเธอมีบ่อทรายอยู่สองบ่อ และเจ้านายก็ "เสียสละ" หนึ่งบ่อให้น้ำเข้าท่วมแล้ว
"เสี่ยเขาก็ปล่อยให้ท่วมแล้วบ่อหนึ่ง" เธอบอก "อีกบ่อมันมีทั้งเครื่องจักร บ้านพักคนงาน ปล่อยมาก็ไปหมด"

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ "จิสด้า" (GISTDA) เผยแพร่ภาพถ่ายจากดาวเทียม THEOS-1 เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2568 พบว่าพื้นที่ทุ่งรับน้ำทั้ง 6 แห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังสามารถรองรับได้อีกกว่า 8 แสนไร่ หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม โดยทุ่งบางบาลและทุ่งบ้านแพน มีพื้นที่น้ำท่วมแล้วรวม 24,085 ไร่ จากศักยภาพการรับน้ำทั้งหมด 33,308 ไร่
27 ก.ย. ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพิ่งลงพื้นที่ ต.บางชะนี อ.บางบาล โดยประกาศว่ารัฐบาลได้ "พยายามสู้กับธรรมชาติ ด้วยการคิดโครงการ/แผนการเพื่อบรรเทาการเกิดอุทกภัยให้กับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด"
นายอนุทินยืนยันว่า "งบประมาณการช่วยเหลือประชาชน" ที่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเบิกจ่ายได้ในรูปแบบของงบฉุกเฉินบรรเทาความทุกข์ของประชาชนนั้น จะต้องกลับไปถึงประชาชน 100% โดยฝ่ายข้าราชการต้องทำงานอย่างรวดเร็ว ทันใจ ไม่เสียเวลาในการเลื่อนสำรวจและเยียวยาประชาชนที่ประสบสาธารณภัย
เขายังเปิดเผยว่า รัฐบาลได้เร่งรัดโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร ให้แล้วเสร็จ
ภายในปี 2569 เพื่อเร่งระบายน้ำ ด้วยศักยภาพการระบายน้ำมากถึง 1,200 คิว/วินาที ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ เชื่อว่าจะตัดมวลน้ำไม่ให้ท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีโครงการปรับปรุงระบบชลประทานฝั่งตะวันออกตอนล่าง เพื่อทำให้การระบายน้ำตั้งแต่ชัยนาท ป่าสัก ไหลลงสู่อ่าวไทย ซึ่งการแก้ปัญหาระยะยาวต้องใช้งบประมาณ 100,000 ล้านบาท ในการสร้างระบบสาธารณูปโภคช่วยระบายน้ำด้วยระยะเวลา 7 ปี

บีบีซีไทยสอบถามคนในชุมชน ยังไม่มั่นใจว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่พวกเขาเผชิญอยู่ทุกปีได้มากน้อยแค่ไหน
"ประเด็นที่ตอนนี้ที่เขากำลังพูดกันอยู่ว่า ถ้าคลองบางบาล [-บางไทร] มันเสร็จ ปัญหามันจะลดลง แต่ว่าระหว่างที่เราประชาพิจารณ์กันมาตลอดนะ เราถามว่าน้ำที่ปลายทางที่ปากคลองที่ไปลงบางไทร ตรงนั้นมีแผนบริหารจัดการยังไง" วีรวัฒน์ตั้งคำถาม
"น้ำจากที่นี่มันก็ไปลงบางไทร แล้วบางไทรมันผ่านปทุมฯ ผ่านกรุงเทพฯ มันผ่านสมุทรปราการแล้วออกทะเลได้ยังไง คุณไปขยับขยายอะไรตรงนั้นบ้าง บริหารจัดการอะไรตรงนั้นบ้าง ซึ่งตรงนั้นน่ะชลประทานไม่เคยตอบ เขาก็ยังเถียงกันอยู่ตรงนี้"
"เพราะฉะนั้นถ้ายังถึงคลองบางบาล-บางไทรเสร็จ ตรงนี้มันก็จะเอ่อ พอถึงเวลามาถามว่าทำไมคุณไม่เปิดระบายไปคลองบางบาล-บางไทรเต็มที่ เขาก็จะบอกทางโน้นมันไปไม่ได้ สุดท้ายมันก็จะไปติดคอขวด มันก็น่าจะไม่ได้แก้ปัญหาอะไรแถวนี้หรอก" เขาให้ความเห็น


สถานการณ์น้ำท่วมในเขต จ.พระนครศรีอยุธยายังคงวิกฤต หลังจากต้องรับน้ำและเผชิญกับน้ำท่วมมาแล้วเป็นเวลานานมากกว่าสี่เดือน ขณะที่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็ขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง จนในขณะนี้พื้นที่ 13 อำเภอ จากทั้งหมด 16 อำเภอของจังหวัดต้องจมอยู่ในน้ำท่วม
ขณะเดียวกันการประกาศปรับอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ของกรมชลประทาน จากเดิม 2,800 ลบ.ม./วินาที เป็นอัตรา 2,900 ลบ.ม./วินาที ดูเหมือนจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่วิกฤตอยู่แล้วของประชาชนที่
อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำด้านท้ายเขื่อนให้เลวร้ายลงไปอีก
วันนี้ (12 พ.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่บริเวณวัดบันไดช้าง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา พบปะประชาชนพร้อมกล่าวขออภัยและยอมรับเรื่องการตัดสินใจระบายน้ำผิดพลาดซึ่งเป็นเหตุให้ชาวอยุธยาได้รับผลกระทบหนัก
"ต้องกราบขออภัยพ่อแม่พี่น้อง ที่ทำให้ต้องประสบความลำบากยากเย็น ปกติปลายเดือน ต.ค. น้ำจะไปหมดแล้ว ปีนี้ฝนก็ไม่ได้
มากขึ้น แต่คงต้องแก้ปัญหาเรื่องการตัดสินใจในการระบายน้ำออกไปตามช่องทางต่าง ๆ ต้องไปแก้ไขในส่วนนี้ เพื่อไม่ให้มีความเดือดร้อนอย่างปีนี้อีก" นายกฯ กล่าว
สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริงเป็นอย่างไร บีบีซีไทยประมวลสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ว่า ที่ผ่านมาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง สะท้อนการบริหารจัดการน้ำในจังหวัดที่ถือว่าเป็นทุ่งรับน้ำอย่างไร
แม้ชาวบ้านใน จ.พระนครศรีอยุธยา จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้ำท่วมมาตั้งแต่เดือน พ.ค. ในขณะที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ประสบภัยเพราะประชาชนยังอาศัยอยู่ที่บ้านเรือนได้
"ที่นี่ไม่มีการอพยพออกจากพื้นที่ เพราะว่าประชาชนเขาสามารถอยู่บ้านได้นะครับ ไม่ได้ท่วมจนไม่สามารถอยู่บ้านเรือนได้" เจ้าหน้าที่จากกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ปภ.อยุธยา) บอกกับบีบีซีไทยเมื่อวานนี้ (11 พ.ย.)
เจ้าหน้าที่รายนี้ อธิบายเพิ่มเติมว่าภาพที่ปรากฏตามสื่อที่มีชาวบ้านออกมากางเต็นท์บริเวณถนนก็เป็นไปเพื่อ "จอดรถ เก็บทรัพย์สินพวกมอเตอร์ไซค์"
ขณะที่รายการ เดอะ แอคทีฟ (The Active) ไทยพีบีเอส รายงานสถานการณ์เมื่อวานนี้ (11 พ.ย.) บริเวณที่พักชั่วคราวผู้ประสบภัยของหน่วยงานท้องถิ่น ริมถนนสายหลักของหมู่บ้าน
ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งออกมาอาศัยอยู่ที่พักชั่วคราว ซึ่งชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นบอกว่า พวกเขาไม่รู้จะย้ายไปอยู่ที่ไหน เนื่องจากระดับน้ำขึ้นสูง
"เบื่อแต่เราไม่รู้จะหนีไปอยู่ที่ไหน ก็อยู่กับบ้านเรา เรียกร้องอะไรไม่ได้" นางทองอาบ นัยรัตน ชาวบ้าน ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล ที่อาศัยอยู่บริเวณที่พักชั่วคราวผู้ประสบภัย บอกในรายการ เดอะ แอคทีฟ

นางสาวนก (นามสมมติ) วัย 40 ปี ชาวบ้าน ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล บอกกับบีบีซีไทยว่า ในพื้นที่ที่เธออยู่ มีผู้สูงอายุบางส่วนอพยพออกไปอยู่บ้านญาติบ้างแล้วเพื่อความปลอดภัย แต่การใช้ชีวิตอยู่ในสถานการณ์ที่น้ำใต้ถุนบ้านสูงขนาดนี้ก็สร้างความยากลำบากให้ไม่น้อย
นางสาวนก เล่าให้ฟังถึงสภาพการใช้ชีวิตของชาวบ้านที่เธอพบเห็นว่า พวกเขาต้องเดินทางไปทำงานลำบากมากขึ้น นับตั้งแต่มีน้ำท่วมขัง และตอนนี้ระดับน้ำสูงขึ้นอีกยิ่งลำบากมากขึ้น
"ไปทำงานได้ แต่ก็ต้องทุลักทุเล กว่าจะพายเรือออกมาจากบ้าน อย่างเคยออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า ก็ต้องเผื่อเวลาต้องออกจากบ้านตีสี่ครึ่ง" นางสาวนกอธิบายและเสริมด้วยว่า บ้านของคนอื่น ๆ หลายสิบหลังที่ยกพื้นสูงกว่าสามเมตรบางหลัง ตอนนี้ "มีน้ำอยู่บนพื้นบ้านในบ้านหลายหลังแล้ว"
ขณะที่นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 จากพรรคประชาชน บอกกับบีบีซีไทยว่า ปัจจุบันชาวบ้านบางส่วนในจังหวัด
ยังไม่อพยพออกจากบ้านเพราะเป็นห่วงทรัพย์สินของตน แต่เขามองว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐต้องเตรียมพื้นที่อพยพที่มีสิ่งความอำนวยความสะดวกให้ประชาชน
"เขาไม่อยากออกมาจากบ้านก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เดือดร้อนหากต้องอยู่กับน้ำทุกวัน ไม่ได้หมายความว่าถ้ามีจุดอพยพที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ห้องน้ำสะอาด โรงครัว มุ้งนอน เขาจะไม่ออกมา" นายทวิวงศ์กล่าว
.สส.จากพรรคประชาชนเปิดเผยว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พื้นที่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกน้ำท่วมหนักในปีนี้เป็นเพราะแผนการระบายน้ำแนวดิ่ง ซึ่งคือการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยามุ่งลงสู่อ่าวไทย โดยน้ำต้องเดินทางผ่านพื้นที่ปริมณฑลและเมืองหลวง ของกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) แต่รัฐไม่สามารถระบายน้ำเข้าปริมณฑลและเมืองหลวงได้มาก เพราะต้องกันป้องกันความเสียหาย
"เราไม่สามารถที่จะระบายน้ำเข้าปริมณฑล และเมืองหลวงได้มาก ทำให้น้ำถูกขัง ถูกชะลอไว้ที่อยุธยา...แนวทางต่อมาก็คือ สนทช. และชลประทาน เลือกเก็บเอาพื้นที่ทุ่งรับน้ำหรือพื้นที่หน่วงน้ำเป็นที่สุดท้ายว่า
ถ้าหากมันมีปริมาณน้ำเยอะมากจริง ๆ ถึงจะเริ่มมีการระบายเข้าสู่ทุ่งรับน้ำ" นายทวิวงศ์ อธิบาย
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่โครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ทุ่งลุ่มต่ำเพิ่งเริ่มเปิดรับน้ำให้เข้าไปเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา และการผันน้ำไปพื้นที่ทุ่งรับน้ำช้าก็เป็นเหตุให้ปริมาณน้ำท่วมขังในแต่ละพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หนักหนาไม่เท่ากัน
"ทุ่งลุ่มต่ำทั้ง 6 ทุ่งในพระนครศรีอยุธยา หลักการ [การผันน้ำ] ก็คือเราเข้าไปประชาคมกับชาวบ้านเกษตรกรในทุ่ง เขาก็ให้ข้อสังเกตว่าจะเริ่มปล่อยน้ำได้ก็ต่อเมื่อเกษตรกรในพื้นที่เก็บเกี่ยว
แล้วเสร็จทั้งหมด มันเลยเป็นโจทย์ว่าทำไมถึงเอา [น้ำ] เข้าช้า เพราะมันมีบางพื้นที่ที่ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ" เจ้าหน้าที่รายนี้กล่าว พร้อมเสริมด้วยว่า ปัจจุบันพื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำก็ถูกน้ำท่วมเช่นกัน แต่ "อาจจะไม่นานเท่าริมน้ำ เพราะริมน้ำคือเขาได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ช่วง พ.ค. และ มิ.ย."
ด้านเจ้าหน้าที่จาก ปภ.อยุธยา ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า ปัจจุบันมีการระบายน้ำออกไปตามพื้นที่ลุ่มต่ำแล้ว โดยทุ่งที่รับน้ำไปมากที่สุดคือ ทุ่งบริเวณ อ.เสนา, อ.บางบาล, และ อ.ผักไห่

สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 จากพรรคประชาชน บอกว่าการเปิดประตูระบายน้ำไปยังพื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำช้าก็ยิ่งทำให้บ้านเรือนบริเวณริมน้ำได้รับความเสียหายมาก
"เขาจะพิจารณาการระบายน้ำเข้าทุ่ง ก็ต่อเมื่อที่การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มต้นที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที เป็นต้นไป ซึ่ง 2,500 [ลบ.ม./วินาที] ก็ต้องบอกเลยว่าประชาชนใน อ.เสนา อ.บางบาล อ.ผักไห่ จะได้รับผลกระทบมาแล้วอย่างน้อย ๆ หนึ่งเดือนถึงสองเดือน" นายทวิวงศ์บอก
บีบีซีไทยสรุปสาเหตุสำคัญสองประการจากคำให้สัมภาษณ์กับนายทวิวงศ์ ว่าเพราะเหตุใดทางการจึงเก็บพื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่รับน้ำที่สุดท้าย ดังนี้
-ทางระบายน้ำเข้าไปสู่ทุ่งรับน้ำ เช่น ท่อลอด หรือประตูน้ำต่าง ๆ มีน้อย ทำให้ภาครัฐไม่สามารถควบคุมน้ำได้ ถ้าระบายน้ำเข้าสู่ทุ่งรับน้ำ
-รัฐบาลไม่มีมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ไร่นาถูกระบายน้ำเข้าไป ดังนั้น ค่าใช้จ่ายสูบน้ำออกจึงตกเป็นภาระของเกษตรกร
นางสาวนกให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า จากการทำประชาคม ซึ่งเป็นการพูดคุยกันของชาวบ้านแต่ละฝ่ายไปแล้ว ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ลุ่มต่ำบอกว่า การเปิดประตูระบายน้ำจะทำให้พื้นที่ของพวกเขาเสียหาย แต่เธอกลับมองว่า นั่นเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะชาวบ้านพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดก็ได้รับความเสียหายมากเช่นกัน
"อย่างพื้นที่รับน้ำในทุ่ง เวลาเราจะให้ปล่อยน้ำ เหมือนประตูน้ำบางทุ่งที่ต้องให้เราไปยืนประท้วงขอให้เขาเปิด เขาก็อ้างสิทธิ์ว่าระดับน้ำในทุ่งจะต้องมีระดับน้ำที่ 3.5 เมตร เท่านั้น รับน้ำได้แค่นั้น แต่ความเป็นจริงจะไปวัดอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะคุณต้องดูสถานการณ์ปัจจุบัน" เธอกล่าว
"เขาก็พูดแต่ว่า [พื้นที่] ของเขากำลังจะได้รับความเสียหายจากน้ำแล้ว ก็เลยบอกว่าต้องมาดูพื้นที่ของเราด้วยว่าตอนนี้พื้นที่ของเราเป็นยังไงบ้าง" เธอกล่าวเสริม
เจ้าหน้าที่จาก ปภ.อยุธยา ระบุกับบีบีซีไทยเมื่อวานนี้ (11 พ.ย.) ว่า ปัจจุบันพื้นที่ 13 อำเภอ จากทั้งหมด 16 อำเภอของจังหวัดต้องจมอยู่ในน้ำท่วม โดยพื้นที่ประสบภัยน้ำ ล่าสุดกินพื้นที่รวม 162 ตำบล, 920 หมู่บ้าน และ 55 ชุมชน และมีประชาชนได้รับผลกระทบราว 58,000-59,000 ราย
ขณะที่ข้อมูลล่าสุดวันนี้ (12 พ.ย.) จากศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แสดงระดับน้ำใน 21 สถานีวัดระดับน้ำในจังหวัด บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่ามีน้ำล้นตลิ่งแล้ว 13 สถานี ขณะที่อีก 8 สถานีมีปริมาณน้ำมาก
พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีน้ำล้นตลิ่งสูงที่สุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย
-สะพานหัวเวียง ต.หัวเวียง อ.เสนา: น้ำล้นตลิ่ง 3.04 ม.
-บ้านบางหลวงโดด ต.บางหลวงโดด อ.บางบาล: น้ำล้นตลิ่ง 2.73 ม.
-คลองบางหลวง ต.บางหลวงโดด อ.บางบาล: น้ำล้นตลิ่ง 2.68 ม.
พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีปริมาณน้ำมาก แต่มีน้ำต่ำกว่าตลิ่งมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ
-สถานีท่าเรือ ต.ท่าเรือ อ.ท่าเรือ: น้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.79 ม.
-ปตร.ลาดชิด (ทุ่งผักไห่) ต.จักราช อ.ผักไห่: น้ำต่ำกว่าตลิ่ง 0.90 ม.
-ปตร.ลาดชะโด (ทุ่งผักไห่) ต.อมฤต อ.ผักไห่: น้ำต่ำกว่าตลิ่ง 0.77 ม.

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่โครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา ยืนยันกับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ว่าพื้นที่ทุ่งผักไห่ มีน้ำท่วมเต็มบริเวณแล้ว
จากการที่เขื่อนเจ้าพระยาได้มีการทยอยปรับปริมาณการระบายน้ำออกจากเขื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยนี้จึงทำให้ชุมชนในพื้นที่ริมแม่น้ำใน จ.พระนครศรีอยุธยาและจังหวัดอื่น ๆ ได้รับผลกระทบ
บีบีซีสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่โครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่
รายหนึ่งให้ข้อมูลว่าหากเพียงเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำมากเกิน 700 ลบ.ม./วินาที ชุมชนแถวริมน้ำในจังหวัดก็จะได้รับผลกระทบแล้ว
แต่เมื่อย้อนดูสถิติการปล่อยน้ำของกรมชลประทาน บีบีซีไทยพบว่ามีการปล่อยน้ำสูงถึง 2,000 ลบ.ม./วินาที มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ย. โดยมีการปรับขึ้นและลงเป็นบางช่วง
-เดือน ก.ย. ปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เป็นอัตรา 2,000 - 2,200 ลบ.ม./วินาที
-เดือน ต.ค. ปรับเพิ่ม-ลด การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เป็นอัตรา 2,400 - 2,100 ลบ.ม./วินาที
-เดือน พ.ย. ปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เป็นอัตรา 2,400 - 2,900 ลบ.ม./วินาที
เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำว่า การระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราสูงสุดที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที จะดำเนินการต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรับลดเหลือประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที ในเดือน ธ.ค. และปรับเข้าสู่ระดับปกติราว 700 ลบ.ม./วินาที ในเดือน ม.ค.
นอกจากนี้ กรมชลประทาน มีการจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายน้ำตอนปลายลุ่มน้ำเจ้าพระยา ออกสู่อ่าวไทยที่ จ.สมุทรปราการ จ.ฉะเชิงเทรา ตลอดจนจะระบายน้ำเข้าคลองบางสายของ กทม. ในอัตราที่เหมาะสม
ร้อยเอกธรรมนัสบอกด้วยว่าจะเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเพื่อเตรียมมาตรการ
เยียวยาเป็นพิเศษให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบยาวนานจากน้ำท่วมต่อไป
ด้านเจ้าหน้าที่โครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา บอกกับบีบีซีไทยว่าจะมีการรับน้ำเพิ่มในทางฝั่งคลองชัยนาท-อยุธยา และมีการเร่งสูบน้ำออกทะเลเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นการบรรเทาสถานการณ์น้ำท่วมใน จ.พระนครศรีอยุธยา
"ตอนนี้ต้องเร่งสูบออกอย่างเร็วเลย เพราะว่ามันเต็มทุกพื้นที่แล้ว มันไม่รู้จะเบี่ยงซ้ายขวายังไงแล้ว ต้องเร่งเอาออก" เขาอธิบาย
"จากการคาดการณ์ของกรมชลประทานกับ สทนช. ระบุว่า สัปดาห์หน้าสถานการณ์น่าจะเริ่มคลี่คลายลงแล้ว เพราะว่าปัจจุบันความกดอากาศลดลงมากแล้ว ทำให้ฝนจะตกไม่ค่อยหนักแล้ว...พอฝนหมดวันที่ 13
หรือ 14 พ.ย. เป็นต้นไป ก็คิดว่าระดับน้ำน่าจะลงเรื่อย ๆ ประกอบกับน้ำทะเลหนุนก็ลดลงแล้วตอนนี้" เขากล่าว
ขณะที่นายทวิวงศ์คาดว่า สถานการณ์ในพื้นที่น่าจะคลี่คลายลงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า แต่ก็ไม่ตัดทิ้งความเป็นไปได้ของการเกิด "น้ำท่วมข้ามปี"
"สถานการณ์น่าจะคลี่คลายลงช่วงสิ้นเดือน พ.ย. เพราะว่าระดับน้ำจากเขื่อนที่เริ่มระบายมาในตอนนี้มากแล้ว น่าจะค่อย ๆ ลดระดับการระบายลงเรื่อย ๆ ช่วงสิ้นเดือน พ.ย. จนถึงต้นเดือนธ.ค. แต่ว่าก็มีโอกาส และเป็นสิ่งที่น่ากังวลสูงสุดคือ น้ำท่วมข้ามปีไปถึงเดือน ธ.ค. [หากระบายน้ำไม่ทันกาล]" นายทวิวงศ์ กล่าวทิ้งทาย