ข่าวน้ำท่วม


สุราษฎร์ ยังอ่วมหนัก มวลน้ำไหลเข้าท่วมหลายพื้นที่ ผู้ว่าฯ สั่งระวังใกล้ชิด [ ผู้จัดการออนไลน์ : 20 พ.ย. 68 | 11.49 น.]

สุราษฎร์ธานี - น้ำท่วมหลายพื้นที่ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ว่าฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ยังน่าห่วง ล่าสุดมวลน้ำได้กระจายเข้าไปท่วมหลายพื้นที่ โดยช่วงเช้าวันนี้ (20 พ.ย.68) สถานการณ์น้ำในแม่น้ำคลองยัน ณ บริเวณสะพานเชื่อมต่อระหว่างหมู่ที่ 6 กับหมู่ที่ 10 ต.บ้านยาง อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี พบว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงระดับแจ้งเตือน โดย กระแสน้ำค่อนข้างไหลเชี่ยว บางจุดเริ่มล้น

ตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ไร่สวนของราษฎรบ้างแล้ว หลายคนเริ่มขนย้ายสิ่งของและทรัพย์สินมีค่าไปไว้ในที่ปลอดภัย ขณะที่ฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ซึ่งทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนประชาชนพร้อมสั่งการให้อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ที่ราบลุ่ม/ที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน ให้ระมัดระวังอุทกภัยจากปริมาณฝนที่เพิ่มมาก

ขึ้น และปริมาณน้ำสะสมที่อาจเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และน้ำล้นตลิ่งในระยะนี้

นอกจากนี้ให้อุทยานแห่งชาติ ทุกแห่ง หรือ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นน้ำตก ถ้ำ จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอย่างไกล้ชิด ถ้าสถานการณ์วิกฤติ ให้ดำเนินการปิดหรือห้ามเข้าโดยเด็ดขาด รวมทั้งให้ตรวจสภาพความพร้อมด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และยานพาหนะ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่กรณีเกิดภัยพิบัติ ได้อย่างทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง




"ฝน 300 ปี" ถล่มหาดใหญ่ เร่งระบายน้ำเต็มสูบสู้มวลน้ำภาคใต้  [ TNN : 23 พ.ย. 2568 | 09:54 น. ]

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ว่า สาเหตุหลักเกิดจากอิทธิพลของร่องมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำ ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 68 จนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากใน 10 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง โดยมีปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมง วัดได้สูงเกิน 300 ถึง 500 มิลลิเมตร (มม.)

หาดใหญ่เจอฝนหนักสุดในรอบ 300 ปี

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีปริมาณฝนสูงสุดเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 68 วัดได้ถึง 335 มม. ซึ่งเป็นปริมาณฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในรอบ 300 ปี นอกจากนี้ ปริมาณฝนสะสม 3 วันย้อนหลัง (19 – 21 พ.ย. 68) ยังสูงถึง 630 มม. ซึ่งสูงกว่าปริมาณฝนสะสมสูงสุด ครั้งน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ในปี 2553 ที่วัด

ได้ 428 มม. ทำให้เกิดน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 0.50 – 2.50 เมตร

มวลน้ำจำนวนมหาศาลนี้ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำสายหลัก คลองสายรอง รวมถึงคลองต่างๆ เช่น คลองวาด, คลองอู่ตะเภา, คลองต่ำ และคลองหวะ เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งในหลายพื้นที่

กรมชลฯ ระดมสรรพกำลังช่วยระบายน้ำ

กรมชลประทานได้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ แม้ว่าปริมาณฝนที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะสูงเกินกว่าศักยภาพการออกแบบของคลองระบายน้ำสายใหม่ คลองภูมินาถดำริ (คลองระบาย ร.1) ก็ตาม

ทั้งนี้คลองระบาย ร.1: ซึ่งมีศักยภาพในการระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

(ลบ.ม./วินาที) ได้ช่วยผันน้ำจากคลองอู่ตะเภาไปลงทะเลสาบสงขลาได้เร็วขึ้น และช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ได้อย่างมาก กรมชลฯ ย้ำว่า หากไม่มีคลอง ร.1 สถานการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ อาจรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่มาก

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้ติดตั้ง เครื่องสูบน้ำจำนวน 32 เครื่อง และ เครื่องผลักดันน้ำ 14 ชุด เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะที่สถานีสูบน้ำบางหยีบริเวณปลายคลอง ร.1 มีศักยภาพสูบน้ำ 90 ลบ.ม./วินาที

ขณะนี้แม้ยังมีฝนตกในพื้นที่ แต่มีแนวโน้มลดลง หากไม่มีฝนเพิ่ม กรมชลประทานคาดการณ์ว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะเริ่มคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 3 - 5 วัน โดยเมื่อน้ำในคลองไม่ล้นตลิ่งแล้ว จะเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำที่ถูกน้ำท่วมขังต่อไป




พัทลุงอ่วมหนัก! 'ทะเลสาบลำปำหนุน' ทำน้ำท่วม 5 อำเภอริมทะเลสาบซ้ำ [ แนวหน้า : 24 พ.ย. 68 | 11.43 น. ]

พัทลุงอ่วมหนัก! 'ทะเลสาบลำปำหนุน' ทำน้ำท่วม 5 อำเภอริมทะเลสาบซ้ำ 'ตลาดชุมชนยลวิถีบ้านลำปำ-หาดแสนสุข' ถูกปิดแล้ว

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพัทลุงยังคงมีน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะบริเวณริมทะเลสาบลำปำ (ทะเลสาบสงขลาตอนใน) ซึ่งกินพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.ควนขนุน, อ.เมืองพัทลุง, อ.เขาชัยสน, อ.บางแก้ว, และ อ.ปากพะยูน

โดยในพื้นที่ อ.ควนขนุน ระดับน้ำยังคงท่วมสูงในเขต เทศบาลตำบลมะกอกเหนือ โดยเฉพาะชุมชนประดู่เรียงและชุมชนหลังสถานีรถไฟปากคลอง ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนต่อเนื่องกันหลายวัน

ขณะที่ เทศบาลเมืองพัทลุง ก็ได้รับความเดือดร้อนในชุมชนริมทะเลสาบลำปำทั้ง 5 ชุมชน โดยเฉพาะ ชุมชนบ้านออก และ ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองลำปำและเป็นที่ตั้งของ ตลาดชุมชนยลวิถีบ้านลำปำ (ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ "เที่ยวชุมชน ผลวิถี" ประจำปี 2568) ถูกน้ำท่วมขังภายในชุมชนทั้ง 2 แห่ง จนต้องประกาศปิดตลาดไป

นอกจากนี้ ร้านค้าบริเวณหาดแสนสุขลำปำ ประมาณ 45 ร้านค้า ก็ต้องปิดทำการเช่นกัน เนื่องจากถูกคลื่นในทะเลสาบซัดใส่และมีระดับน้ำท่วมสูง

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ อ.ควนขนุน ในช่วงสายวันนี้ (24 พ.ย.) พระครูโสภณ กิตติยาธร (อาจารย์รรรย์) รองเจ้าคณะอำเภอควนขนุนและเจ้าอาวาสวัดภูเขาทอง ต.มะกอกเหนือ ได้ตั้งโรงครัวทำอาหารและน้ำดื่ม โดยได้ ลุยน้ำออกไปช่วยเหลือประชาชนที่ถูกน้ำท่วมสูงรอบๆวัด เป็นวันที่ 3 แล้ว

นอกจากนี้ ท่านยังได้จัดหาข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่ม มอบให้ผู้ใหญ่บ้านนำไปแจกจ่ายในพื้นที่น้ำท่วมของหมู่บ้านอื่น ๆ พร้อมทั้งได้ เดินลุยน้ำออกไปเยี่ยมเยียนผู้ป่วยติดเตียง หลายรายด้วยตนเองอีกด้วย




"ปัตตานี" น้ำเต็มเมือง ประกาศเขตภัยพิบัติ 12 อำเภอ รอรับน้ำจากยะลา [ ThaiPBS : 24 พ.ย. 68 | 10:19 น.]

วันนี้ (24 พ.ย.2568) แม้พยายามจะเดินเครื่องสูบน้ำอย่างเต็มกำลัง แต่ในที่สุดเขตเศรษฐกิจชั้นในของ จ.ปัตตานี ถูกน้ำท่วมเต็มเกือบทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ในช่วงเช้า ปริมาณน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ ถ.พิพิธ ซึ่งเป็นย่านใจกลางของเมืองปัตตานี ซึ่งมีร้านค้า สถานประกอบการ ตลาดโต้รุ่ง สถานีตำรวจ ล้วนจมอยู่ใต้น้ำ

ขณะที่ร้านค้าบางแห่ง แม้จะมีการนำบางร้านจะมีความพยายามนำกระสอบทรายมาวางกั้นแต่ไม่สามารถยับยั้งน้ำได้ เนื่องจากน้ำมีปริมาณมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ยังคง

เดินเครื่องสูบน้ำลงสู่แม่น้ำปัตตานี แต่ทำได้ในวงจำกัด เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำปัตตานี เต็มจนเอ่อล้นตลิ่งแล้ว

ด้านเทศบาลเมืองปัตตานีคาดว่า สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.ปัตตานี อาจเลวร้ายลงมากกว่านี้ เพราะว่า ปริมาณฝนที่ตกสะสมต่อเนื่อง ในช่วง 4-5 วัน มีปริมาณมาก บวกกับน้ำจาก จ.ยะลา ที่มีจำนวนมากเช่นกัน จะไหลมาสมทบลงสู่แม่น้ำปัตตานี ซึ่งผ่านใจกลางเมือง อาจทำให้สถานการณ์น้ำย่ำแย่ลงไปอีก

โดยก่อนหน้านี้ ทางเทศบาลเมืองปัตตานีได้

แจ้งเตือนประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้ยกของขึ้นสู่ที่สูง และได้แจกจ่ายกระสอบทรายไปแล้วกว่า 20,000 กระสอบ แต่หากสถานการณ์น้ำเลวร้ายลงกว่านี้ ก็ขอให้ประชาชนเร่งอพยพออกจากพื้นที่ทันที เพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกันทาง จ.ปัตตานี ได้ประกาศให้พื้นที่ 12 อำเภอ เป็นเขตภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว และได้มีการเตรียมจัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณะภัยกลางเพื่อดูแลประชาชน โดยเฉพาะการดูแลเรื่องของอาหารและน้ำดื่มให้แก่ประชาชนที่ด้านชาวบ้านออกมาซื้ออาหารเพื่อกักตุน เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์น้ำท่วม




น้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนข้อจำกัดและความท้าทายใหม่ ต้องเร่งปรับการทำนายฝนและระบบเตือนภัยเชิงพื้นที่  [ ผู้จัดการออนไลน์ : 25 พ.ย. 2569 | 16.22 น.]

ทีมวิจัยแผนงานน้ำมั่นคงฯ รายงานสถานการณ์มหาอุทกภัยหาดใหญ่และสงขลา สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความท้าทายใหม่จากสภาพภูมิอากาศแบบใหม่ที่ผันผวนมากขึ้น ขณะที่ ผอ.แผนงานชี้ต้องปรับปรุงด้วยการวิจัยเพื่อทำนายฝนแบบใหม่และระบบการเตือนภัยเชิงพื้นที่ที่เฉพาะมากขึ้น รวมถึงกลไกโครงสร้างการบริหารภัยพิบัติแบบบูรณาการ

รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด เปิดเผยถึงมหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาและหาดใหญ่ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่วิจัย ว่าได้รับรายงานจาก ผศ.ดร.ณัฐพล แก้วทอง นักวิจัยสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา ที่สรุปเหตุการณ์ช่วงระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2568 เกิดจากฝนตกหนักสะสมหลายวันทั้งฝั่งทิศ

ตะวันออกและฝั่งทิศใต้ที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ฝนทิศตะวันออกตกก่อนและหนักที่สุด ทำให้คลองหวะล้นตลิ่งตั้งแต่คืนวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 และส่งผลต่อเมืองหาดใหญ่ทันที

ขณะที่ฝั่งทิศใต้รับฝนตกหนักวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาสูงขึ้นพร้อมกันในคืนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 จนเกิดการซ้อนทับของมวลน้ำสามทิศทางในเวลาใกล้เคียงกัน ระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออกที่ยังคงรูปแบบตั้งแต่ปี 2543 ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนระดับหลายร้อยมิลลิเมตรต่อวันได้ ต่างจากฝั่งตะวันตกที่มีการปรับปรุงคลองภูมินาถดำริ (คลอง ร.1) แล้ว

นอกจากนี้ สัญญาณฝนแบบแนวปะทะ (torrential rainfall) ซึ่งตกซ้ำตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน ยิ่งทำให้ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาอิ่มตัวรวดเร็วและระบายช้า เนื่องจากระดับน้ำในทะเลสาบสงขลามีระดับเพิ่มสูงขึ้นด้วย

การเตือนภัยไม่ทันการณ์ ทำให้เห็นความจำเป็นในการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีความแม่นยำ โดยอาศัยข้อมูลพยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3 วัน และ 7 วันควบคู่กับข้อมูลฝนและระดับน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อใช้เป็นกรอบในการประเมินสถานการณ์ เตือนภัยและบริหารจัดการภัยเชิงรุก

อีกทั้งยังสะท้อนทั้งข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความท้าทายใหม่จากสภาพภูมิอากาศแบบใหม่ที่ผันผวนมากขึ้น

“การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดสงขลาจะต้องปรับปรุงด้วยการวิจัยเพื่อทำนายฝนแบบใหม่ และระบบการเตือนภัยเชิงพื้นที่ที่เฉพาะมากขึ้น รวมถึงกลไกโครงสร้างการบริหารภัยพิบัติแบบบูรณาการ” รศ.ดร.สุจริตกล่าวทิ้งท้าย




ตรังอ่วม! น้ำป่าเทือกเขาบรรทัดไหลแรง กระทบ 9 อำเภอ ปชช.เดือดร้อนกว่า 6 พันหลังคาเรือน “วัดเกาะฐาน” น้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร พระ- เณร เริ่มขาดแคลนอาหาร [ TOPNEWS : 23 พ.ย. 68 | 11.02 น.]

น้ำท่วมตรังวิกฤติ! หลายพื้นที่ยังเฝ้าระวังน้ำหลาก น้ำจากเทือกเขาบรรทัดไหลแรงเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ วัดเกาะฐาน ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร พระ- เณร เดือดร้อนอาหารเริ่มขาดแคลน

ตรังอ่วม! น้ำป่าเทือกเขาบรรทัดไหลแรง กระทบ 9 อำเภอ ปชช.เดือดร้อนกว่า 6 พันหลังคาเรือน “วัดเกาะฐาน” น้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร พระ- เณร เริ่มขาดแคลนอาหาร – Top News รายงาน

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดตรังยังคงวิกฤติ จากฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 19–22 พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบแล้วใน 9 อำเภอ มีครัวเรือนเดือดร้อนกว่า 6,000 หลังคาเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายจำนวนมาก และมีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

โดยวานนี้ (22 พ.ย. 2568) มวลน้ำจากเทือกเขาบรรทัดไหลเข้าท่วมถนนเพชรเกษม ช่วงละมอ เส้นทางตรัง–พัทลุง ระดับน้ำสูงประมาณ 20–50 เซนติเมตร เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงตรังร่วมกับตำรวจจราจร สภ.นาโยง ติดตั้งป้ายแจ้งเตือน “รถเล็กผ่านไม่ได้” พร้อมแนะนำประชาชนให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางแยกนาปด–กะช่องแทน

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ที่น้ำตกกะช่อง (ชั้นโตนใหญ่) พบมวลน้ำจากเทือกเขาบรรทัดไหลหลากลงมาอย่างเชี่ยวกรากเป็นน้ำสีขุ่น โดยยังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก

ขณะเดียวกัน บริเวณสะพานหลังค่ายลูกเสือ ระหว่างหมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 7 ตำบลช่อง อำเภอนาโยง น้ำได้เอ่อท่วมสะพาน ชาวบ้านต้องมาช่วยกันนำกิ่งไม้และเศษซากออกจากทางน้ำ ป้องกันไม่ให้กระแสน้ำปิดกั้นการไหล นอกจากนี้ ในหมู่ที่ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนแล้วกว่า 10 หลังคาเรือน และคาดว่าระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก หากฝนยังตกต่อเนื่อง

ด้านการระบายมวลน้ำในพื้นที่ใกล้เคียง จากการลงพื้นที่สำรวจ ฝายคลองนางน้อย หมู่ที่ 10 บ้านนาหาร ตำบลละมอ อำเภอนาโยง พบว่าพื้นที่ดังกล่าวยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกระดับหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ได้เปิดประตูน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำลงพื้นที่ด้านล่างอย่างต่อเนื่อง ป้องกันไม่ให้ระดับน้ำเพิ่มสูงจนไหลท่วมบ้านเรือนและขยายเป็นวงกว้าง

ในขณะที่วัดเกาะฐาน ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด รับมวลน้ำก้อนใหญ่จากอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จนทำให้ถูกน้ำเข้าท่วมขังตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 โดยระดับน้ำสูงประมาณ 1.20 เมตร ทำให้พระสงฆ์ เณร และเด็กวัด รวม 6 ชีวิต ที่อยู่ภายในวัดไม่สามารถออกบิณฑบาตได้ นอกจากนี้ในวัดยังมีสุนัข ราว 10 ตัว และ แมว เกือบ 20 ตัว แม้วันนี้ระดับน้ำจะลดลงเล็กน้อย แต่หากฝนยังตกกระหน่ำตลอดทั้งวันทั้งคืนระดับน้ำจะสูงเพิ่มขึ้นอีก

พระอธิการวุฒิศักดิ์ รกฺขิตฺโต (ยอดทอง) เจ้าอาวาสวัดเกาะฐาน เผยว่า ระดับน้ำในวัดยังอยู่ระหว่าง 50 เซนติเมตรถึง 1.20 เมตร พระ–เณรไม่สามารถออกบิณฑบาตได้ และเสบียงอาหารแห้ง ข้าวสาร และน้ำดื่มที่มีอยู่เริ่มไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับอาหารสุนัขและแมวที่ลดลงจนเกือบหมด จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือโดยด่วน ทั้งในส่วนของอาหารสำหรับพระ และอาหารสัตว์

จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมหนักใน 7 จังหวัด สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา และปัตตานี พบว่าจุดที่หนักและกระทบกับประชาชนในย่านเขตเศรษฐกิจ อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มูลนิธิยังมีเรา ได้ประสานงานพื้นที่พบยังขาดเคลื่อนข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม อาหารกล่องจำนวนมาก จึงขอเชิญแฟนข่าวท็อปนิวส์ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือพิบัติภัยในครั้งนี้

โดยท่านสามารถร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม กับมูลนิธิยังมีเรา ได้ที่เลขบัญชี 479-1-22722-0 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

มูลนิธิยังมีเรา Top News อยู่เคียงข้างคนไทย ในทุกสถานการณ์





3 ปัจจัยเหตุใดน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 68 วิกฤตหนัก  [ BBC News Thai : 23 พ.ย. 68 ]

เหตุภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่วันที่สามในวันพรุ่งนี้ ถือเป็นเหตุน้ำท่วมจากปริมาณฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี ตามการประเมินของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน โดยปริมาณฝนสะสมย้อนหลังสามวัน ระหว่างวันที่ 19 - 21 พ.ย. ที่ผ่านมาวัดได้สูงสุดถึง 630 มม. มากกว่าน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เมื่อปี 2553 ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงสุด 428 มม.

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ระบุว่า น้ำที่ท่วมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ มีระดับน้ำสูงเฉลี่ย 0.50-2.50 เมตร แต่ไม่ใช่แค่เมืองเศรษฐกิจหลักของ จ.สงขลา แห่งนี้เท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนักในระยะนี้ แต่ยังมีเหตุอุทกภัยเกิดขึ้นในอีก 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สตูล พัทลุง ตรัง นราธิวาส ปัตตานี และ ยะลา ซึ่งเกิดจากฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. จากอิทธิพลของร่องมรสุม และหย่อมความกดอากาศต่ำ ปกคลุมภาคใต้ และภาคใต้ตอนล่าง

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่าสถานการณ์อุทกภัยใน จ.สงขลา ในช่วงวันที่ 19-23 พ.ย. ส่งผลให้พื้นที่ 16 อำเภอถูกน้ำท่วม กระทบประชาชนกว่า 465,000 คน โดยเฉพาะหาดใหญ่ มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 243,000 คน

เหตุน้ำท่วมใหญ่ในเมืองหาดใหญ่เคยเกิดขึ้นในปี 2543 และปี 2553 บีบีซีไทยคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและการจัดการภัยพิบัติเพื่อวิเคราะห์เหตุปัจจัยของน้ำท่วมปีนี้

1. ร่องฝนตกใส่เมืองหาดใหญ่โดยตรง ต่างจากน้ำท่วมในอดีต ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วมหนักในหาดใหญ่ปีนี้ เกิดจากปริมาณฝนตกหนัก จากการที่มีร่องฝนผ่านมาทางพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงทำให้หาดใหญ่เป็นพื้นที่รับน้ำฝน

ผศ.ดร.สมพร อธิบายว่าน้ำท่วมหาดใหญ่ในตอนนี้ แตกต่างจากวิกฤตน้ำท่วมในอดีตของเมืองหาดใหญ่ที่น้ำจะไหลน้ำเข้าเมืองจากพื้นที่ต้นน้ำใน อ.สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง ซึ่งอยู่ทางทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.หาดใหญ่ โดยมวลน้ำจะไหลผ่านเส้นทางน้ำก่อนเข้าท่วมในเขตตัวเทศบาลนครหาดใหญ่ แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปี 2543 ก็มีการขุดคลองเบี่ยงน้ำที่ชื่อว่า คลอง ร.1 เป็นคลองระบายน้ำที่จะผันน้ำออกไปทางทะเลสาบสงขลา ทำให้ในระยะหลังฝนที่ตกที่ต้นน้ำไม่ค่อยมีปัญหามากนัก น้ำก็จะไหลระบายออกได้เพราะมีคลองระบายน้ำ ร.1 สามารถนำน้ำออกไปสู่ทะเลได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติ จาก มอ.ปัตตานี กล่าวต่อไปว่า แต่ปีนี้ ฝนที่ตกใน อ.สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง ไม่ได้เยอะมาก และน้ำก็ออกทางเส้นทางคลองระบาย ร.1 อยู่แล้ว

แต่ในพื้นที่เขาคอหงส์ของ อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นแนวภูเขาอีกด้านหนึ่งทางตะวันออกของหาดใหญ่กลับมีฝนตกหนักมากในครั้งนี้ ดังนั้น ปริมาณน้ำจากฝนจึงไหลเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่โดยตรง ตามแนวภูมิประเทศของภูเขาที่ลาดชันลงสู่ตัวเมือง และเมื่อรวมกับปริมาณฝนที่ตกใส่พื้นที่เขตเมืองหาดใหญ่ด้วย จึงเป็นสาเหตุของน้ำท่วมหนักในระดับวิกฤต

"ครั้งนี้ตัวเมืองหาดใหญ่รับน้ำจากฟ้า และรับน้ำที่หลากมาจากเนินเขาที่เป็นพื้นที่สูงด้

านขวา (บนแผนที่) ของหาดใหญ่ก่อนไหลเข้าเมือง" ผศ.ดร.สมพร กล่าว

2. กายภาพของเมืองหาดใหญ่ เมื่อต้องรับปริมาณฝนมากในพื้นที่ เหตุน้ำท่วมใหญ่เมืองหาดใหญ่ในอดีตเกิดเพราะเป็นพื้นที่ต่ำที่รับน้ำจาก อ.สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง ทำให้ทางการแก้ปัญหาโดยการขุดคลองเบี่ยงน้ำ ทว่าในครั้งนี้แหล่งที่มาของน้ำเกิดจากฝนที่ตกในพื้นที่คนละด้านของเมือง

ผศ.ดร.สมพร อธิบายว่า เมื่อทั้งฝนจากน้ำหลากบนภูเขาและฝนที่ตกในเมืองท่วมสูงขึ้น ด้วยกายภาพของตัวเมืองที่เต็มไปด้วยตึกอาคารคล้ายกับในกรุงเทพฯ ทำให้มวลน้ำไหลไปตามถนนและถูกล็อกเป็นช่อง ๆ ประกอบกับลักษณะกายภาพของเมืองที่คล้ายกับถาดที่มีขอบจากพนังกั้นน้ำของคลองระบายน้ำซึ่งสร้างไว้เพื่อไม่ให้น้ำเอ่อล้นเข้าเมือง ครั้งนี้กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ปริมาณน้ำไม่สามารถระบายลงคลองได้โดยง่าย น้ำจึงสะสมในเขตเมืองและท่วมสูงในเวลาอันรวดเร็ว

"หาดใหญ่เหมือนเป็นถาดที่มีขอบ ซึ่งลาดเอียงเล็กน้อยโดยทางด้านขวาสูงกว่าด้วยภูมิประเทศของเขาคอหงส์ เมื่อฝนตกมาก น้ำจึงไหลลงเข้าเมือง แต่เนื่องจากมีสิ่งกีดขวางเป็นล็อก ๆ น้ำจึงสะสมอยู่ในเขตเมือง ไม่สามารถลงคลองระบายน้ำได้" ผศ.ดร.สมพร กล่าว

"หลังคาตึกในหาดใหญ่เหล่านั้นเป็นเพียงตัวรับน้ำ แค่สัมผัสน้ำ แล้วก็ส่งน้ำลงคู ลงถนน... ส่วนคลองระบายน้ำทั้งหลายที่มีอยู่ 2-3 สาย น้ำจะลงคลองได้ไม่ได้ง่ายเหมือนกัน เนื่องจากมีสิ่งกีดขวาง ลักษณะของน้ำที่ท่วมจึงเสมือนท่วมเป็นล็อก ๆ ที่คั่นด้วยตึกอาคารในเมือง ดังนั้น ถนนจึงกลายเป็นลำคลอง จะมีความลึกสูงต่ำกี่เมตรก็แล้วแต่บริบทของน้ำ บางช่วงไหลเร็ว เพราะน้ำหลากมาจากพื้นที่อื่นแล้วเข้าร่องถนน"

3. การแจ้งเตือนภัย สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสรายงานวันนี้ว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนผ่านระบบเซลล์บรอดคาสต์ (cell broadcast) ไปยังพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ ใน จ.สงขลา ถึง 7 ครั้งด้วยกัน นับตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 พ.ย. จนถึงช่วงเที่ยงของวันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา

จากความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่อุทกภัยจำนวนมาก ทั้งในบ้านเรือนและโรงแรมต่าง ๆ ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดการแจ้งเตือนดังกล่าวกลับไม่สามารถทำให้อพยพผู้คนและสิ่งของสำคัญออกมาจากพื้นที่เกิดเหตุได้ทัน หรือทำให้ประชาชนตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสม

ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการและนักวิจัยอิสระด้านการจัดการภัยพิบัติ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าการส่งข้อความเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ผู้คนลุกขึ้นไปทำอะไรต่อมิอะไรได้

"เอาเข้าจริงสิ่งที่จะทำให้เราลุกไปเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่คุ้นเคยว่าจะต้องไปทำอย่างอื่นแล้ว มันจำเป็นต้องมีอย่างน้อย 3 อย่าง คือ ความสามารถของคน, กลไกในการประสานหรือการรองรับ, และทรัพยากร"

เธออธิบายต่อว่า ข้อความเตือนภัยควรกำหนดหน้าต่างเวลาให้ประชาชนรับรู้ว่าอีกกี่ชั่วโมงหรืออีกนาที น้ำถึงจะมาถึงบ้าน เพื่อจะได้วางแผนอพยพหรือไตร่ตรองได้ว่าจะขนทรัพย์สินอะไรติดตัวไปบ้าง รวมถึงหากข้อความมาถึงเมื่อน้ำมาแล้ว ก็ควรบอกว่าประชาชนมีทางเลือกในการตอบโต้เหตุการณ์อย่างไรบ้าง โดยทั้งหมดนี้คือความสามารถในระดับบุคคลเมื่อต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งการฝึกฝน

ให้รับมือฉากทัศน์สถานการณ์ต่าง ๆ อาจมีส่วนช่วยให้ประชาชนเผชิญเหตุได้ดีขึ้นด้วย

"หากประชาชนเขาไม่รู้ว่ามีที่ให้บ้านเขาไปอยู่ได้ หรือมีอะไรรองรับอยู่ตรงไหน เขาก็ไม่ไปอีกเหมือนกัน" เธอกล่าวเสริม

ในส่วนต่อมาคือกลไกการประสานงาน หรืออาจเรียกได้ว่าการบัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งเธอเห็นว่าควรประกอบไปด้วยแผน บทบาทผู้แสดง และฉากทัศน์ แต่ปัจจุบันกลับไม่ใช่เช่นนั้น เนื่องจากแผนกำหนดเพียงว่าแต่ละหน่วยงานในระดับท้องถิ่นมีหน้าที่อะไร ที่ไหน อย่างไร

"ประเทศเราเขียนแผนกำหนดแค่คาแรกเตอร์ (character) แต่ไม่ให้องค์หรือฉากทัศน์มาว่าซีนนี้ต้องเล่นอย่างไร เราเลยไม่มีชุดความรู้หรือทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า" เธอกล่าว

"ในระดับชั้นของผู้บัญชาการเหตุการณ์หรือระดับท้องถิ่น ถามว่าก่อนที่จะมีการเตือนภัย เขามีแผนหรือระเบียบการทำงานเป็นฉากทัศน์ที่ช่วยในการตัดสินใจไหม"

สำหรับทรัพยากรนั้น เธออธิบายว่าครอบคลุมตั้งแต่ทรัพยากรสำหรับการประกอบการตัดสินไปจนถึงทรัพยากรของพื้นที่มีเกิดขึ้นเพื่อรองรับกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อประชาชนต้องตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน พวกเขาต้องมีข้อมูลเพียงพอให้ตัดสินใจได้ว่าจะให้อพยพไปที่ไหน มีอะไรรองรับบ้าง จะเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางอย่างผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ คนสูงวัย อย่างไร

"หากไม่มีทรัพยากรและข้อมูลตรงนี้จากเทศบาล จากท้องถิ่น จากผู้นำ ประชาชนก็ไม่มีตัวเลือกในการตัดสินใจ" เธอบอก "ต่อให้ส่งเมสเสจให้ตาย ก็ไม่มีใครลุก"

หาดใหญ่ต้องจำลองฉากทัศน์น้ำท่วมใหม่เพื่อเตรียมแผนรับมือ ผศ.ดร.สมพร ชี้ว่าในภาพรวมภัยพิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ อาจไม่เพียงพอที่จะใช้ชุดความรู้เดิมในการเตรียมการรับมือ

"ฝนที่ตกหนักมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 20 พ.ย. เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ มันเป็นฝนที่ไม่ได้ตกแบบชุดความรู้แบบเดิมที่หาดใหญ่เคยเจอมา" ผศ.ดร.สมพร กล่าว "เหตุการณ์แบบนี้ ผมคิดว่าอาจเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ แม้ปีที่แล้วจะเจอฝนหนัก แต่ไม่ได้มากเท่าปีนี้ เนื่องจากปี 2567 เป็นฝนที่ตกในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และที่เหลือบางส่วนพัดไปตกที่หาดใหญ่ สงขลา"

นักวิชาการด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ กล่าวต่อไปว่า บทเรียนครั้งนี้ควรนำไปสู่การเตรียมฉากทัศน์ (scenerio) ว่าหากไม่ใช่ฝนตกในระดับทั่วไป แต่เป็นฝนตกหนักในพื้นที่หาดใหญ่และมีปริมาณน้ำจากต้นน้ำมาเพิ่มอีก ฉากทัศน์จะเป็นอย่างไร ซึ่งทางฝ่ายวิชาการต้องเข้าไปหนุนเสริมให้กับเทศบาลท้องถิ่นด้วย

ในด้านระบบการจัดการภัยพิบัติ ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการและนักวิจัยอิสระด้านการจัดการภัยพิบัติ ที่เสนอว่าในระยะยาวควรปรับปรุงแผนรับมือภัยพิบัติที่มีฉากทัศน์เข้าไปด้วย เพื่อกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าจุดใดคือ "เส้นตาย" ว่าถึงเวลาที่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น ขนของขึ้นที่สูง อพยพย้ายไปยังศูนย์รับรอง ฯลฯ

นอกจากนี้ ควรแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้วยการกำหนดตัวชี้วัดเรื่องการดำเนินงานป้องกันที่ชัดเจน ซึ่งควรมีผลผูกพันกับงบประมาณและทรัพยากร เพื่อทำให้งานป้องกันของแต่ละพื้นที่มีการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดงานป้องกันที่เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น






หาดใหญ่ยังวิกฤต หลายพื้นที่น้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร GISTDA ชี้เป็นผลจากสภาพอากาศสุดขั้ว  [The MOMENTUM : 25 พ.ย. 68]

วันนี้ (25 พฤศจิกายน 2568) สถานการณ์อุทกภัยที่จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะเทศบาลนครหาดใหญ่ยังคงอยู่ใน ‘ขั้นวิกฤต’ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวมกว่า 115 ตำบล ครอบคลุมทั้ง 16 อำเภอของจังหวัดสงขลา รวมมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 6.97 แสนราย

ถนนสายหลักของเมืองหาดใหญ่ เช่น ถนนลพบุรีราเมศวร์ น้ำท่วมสูง มีเพียงรถบรรทุกของทหาร รถบรรทุก 6 ล้อ และรถยกสูงเท่านั้นที่สามารถสัญจรได้ อย่างไรก็ตามการสัญจรบนถนนยังเป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากกระแสน้ำไหลเชี่ยวแรง บางจุดน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตร

ส่วนบริเวณ ‘สามแยกคอหงส์’ รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรได้ โดยทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัย ทหาร เจ้าหน้าที่จากกรมเจ้าท่าและกรมทางหลวง ตลอดจนจิตอาสา กำลังนำเรือท้องแบนเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้ป่วย และผู้สูงอายุ

จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน รายงานว่า ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล เนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณภาคใต้ตอนล่าง

ทั้งนี้คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นได้อีก เนื่องจากยังมีมวลน้ำจากพื้นที่อำเภอสะเดาไหลลงมาสมทบ อย่างไรก็ดีหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (26 พฤศจิกายน 2568)

ขณะที่สถานการณ์ที่ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งรับรองผู้ประสบภัยได้กว่า 3,000 ราย เช้าวันนี้มีผู้ประสบภัยทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องกว่า 1,000 ราย โดยศูนย์พักพิงยังมีเจ้าหน้าที่ ทีมแพทย์ ให้การดูแลอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามยังขาดแคลนเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพจำนวนมาก สำหรับสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ของเทศบาลนครหาดใหญ่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA วิเคราะห์ว่า เป็นปัญหาที่ซับซ้อนจากปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และความเประบางเชิงโครงสร้างของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

โดยพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภามีต้นน้ำอยู่บริเวณอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ไหลผ่านเมืองหาดใหญ่ก่อนลงไปยังทะเลสาบสงขลาที่แหลมโพธิ์ โดยคลองอู่ตะเภารับน้ำจากคลองสาขาหลายสาย เช่น คลองสะเดา คลองหล้าปัง คลองตง และคลองประตู

พื้นที่เมืองหาดใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่จึงเป็น ‘จุดรับน้ำหลัก’ ของลุ่มน้ำทั้งหมด ประกอบกับเมืองหาดใหญ่มีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น ทำให้การซึมของน้ำลงสู่พื้นดินลดลงอย่างมาก จึงเกิดสภาวะ ‘น้ำมาลงเร็วแต่ระบายออกช้า’

อุทกภัยครั้งนี้ยังมีสาเหตุสำคัญอีกเรื่องคือ ‘ฝนตกแช่’ (Stagnant Rainfall) ทำให้ไม่มีช่วงที่ระดับน้ำได้ลดลงได้แต่วันที่ 19 พฤศจิกายนเป็นต้นมา ส่งผลให้ดินอุ้มน้ำจนเต็มความสามารถในการดูดซึมเหลือศูนย์ น้ำผิวดินจึงไหลลงคลองอู่ตะเภาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน และจากปริมาณน้ำที่ไหลมาแบบไม่หยุดทำให้ระบบลำน้ำและระบบระบายน้ำภายในเขตเมืองไม่สามารถรับมือได้ทัน

ทั้งนี้วันเดียวกันนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยมี พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเลขาธิการพระราชวัง เข้าร่วมการประชุมด้วย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานการช่วยเหลือ และโปรดฯ ให้ระดมสรรพกำลังทั้งทหารและพลเรือนเร่งดำเนินการช่วยเหลือ





น้ำท่วมสงขลาล่าสุด 20-21 พ.ย.68 เช็กสถานการณ์น้ำ พื้นที่เฝ้าระวังที่นี่  [ ฐานเศรษฐกิจ : 20 พ.ย. 2568 | 20:43 น.]

อัปเดตน้ำท่วมใต้ จังหวัดสงขลาวันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2568 เช็กสถานการณ์น้ำล่าสุด พื้นที่ประสบอุทกภัย พิกัดจุดเสี่ยงเตรียมยกของขึ้นที่สูงที่นี่

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ 21 พฤศจิกายน 2568 นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ใกล้ชิด และมอบหมายการปฏิบัติให้นายอำเภอทั้ง 16 อำเภอ ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมตลิ่ง รวมถึงบริเวณพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก

ข้อมูลอัปเดตล่าสุด (21พ.ย.68)พบพื้นที่ประสบภัยรวม 7 อำเภอ อำเภอรัตภูมิ อำเภอเมืองสงขลา อำเภอคลองหอยโข่ง อำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ และอำเภอหาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 28 ตำบล 159 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 17,886 ครัวเรือน 44,958 คน ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 1 หลัง และเสียหายบางส่วน 3 หลัง รพสต. 1 แห่ง และถนนได้รับผลกระทบ 6 สาย

เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

เทศบาลนครหาดใหญ่แจ้งให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลฯสามารถเข้ารับ “กระสอบทราย” ได้ฟรี โดยเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้ามารับกระสอบทรายได้ทุกเวลา จำนวน 2 จุด ได้แก่


- จุดที่ 1 หลังสนามกีฬาจิระนคร
- จุดที่ 2 เรือนเพาะชำ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยนำหลักฐาน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดง ซึ่งประชาชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่สามารถเดินทางไปรับได้ทันทีในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่องเพื่อใช้ในการป้องกันน้ำเข้าบ้าน และช่วยลดความเสียหายจากฝนตกหนักและเพิ่มความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ

อนึ่งสถานการณ์น้ำเช้าวันนี้ (21 พ.ย.68) ในอ.หาดใหญ่ ปริมาณน้ำฝน วัดได้ 49 มม. สถานการณ์ระดับน้ำในคลองสายหลัก ทั้ง คลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภา มีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนพื้นที่ได้รับผลกระทบมี 5 ตำบล คือ ตำบลฉลุง ตำบลทุ่งทำเสา ตำบลคูเต่า ตำบลบ้านพรุ ตำบลทุ่งใหญ่

เทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา

เทศบาลนครสงขลา ได้ปักธงแดงพร้อมป้าย “ห้ามลงเล่นน้ำทะเล – DANGEROUS DO NOT SWIM” ตลอดแนวชายหาดสมิหลา เพื่อห้ามประชาชนและนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำในช่วงนี้ ขณะเดียวกันบริเวณทิวสนริมชายหาดชลาทัศน์ ยังมีการติดป้ายเตือน “ระวังต้นสนล้ม” เนื่องจากลมแรงอาจทำให้ต้นสนโค่นล้ม หรือเกิดกิ่งหักที่เป็นอันตรายต่อผู้มาใช้พื้นที่พักผ่อน โดยเฉพาะในช่วงฝนฟ้าคะนอง

อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา

ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อำเภอระโนด รายงานว่าปริมาณน้ำฝนวัดได้ 158.7 มิลลิเมตร ขณะที่ระดับน้ำในคลองระโนดอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อ 12 ตำบล 73 หมู่บ้าน ได้แก่ แดนสงวน ตะเครียะ บ่อตรุ วัดสน คลองแดน ปากแตระ บ้านใหม่ ท่าบอน บ้านขาว พังยาง ระโนด และระวะ ประชาชนได้รับผลกระทบรวมกว่า 14,900 ครัวเรือน หรือประมาณ 37,000 คน

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ หากฝนไม่ตกเพิ่ม ระดับน้ำในคลองต่าง ๆ คาดว่าจะลดลงและคลี่คลายภายใน 7 วัน โดยเฉพาะพื้นที่ติดทะเลสาบสงขลา เช่น ตำบลระโนด บ้านใหม่ ตะเครียะ และบ้านขาว ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ด้านการช่วยเหลือ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้การช่วยเหลือประชาชนในการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง พร้อมจัดเรือท้องแบนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด–กระแสสินธุ์ เร่งสูบน้ำในลำคลองระบายลงทะเลสาบสงขลา พร้อมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา

สถานการณ์อุทกภัยประจำวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 มีการเตรียมความพร้อมรับมือ หลังเกิดฝนที่ตกหนักตั้งแต่คืนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 โดยในเวลา เวลา 08.00 น. วัดปริมาณน้ำฝนได้ 84.5 มิลลิเมตร ระดับน้ำคลองเชิงแสอยู่ที่ 0.97 ม.รทก. และระดับน้ำทะเลสาบสงขลาอยู่ที่ 0.87 ม.รทก. ส่งผลให้สามารถเปิดประตูระบายน้ำจากทุกสายคลองลงสู่ทะเลสาบได้อย่างสะดวก เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ พบฝนลดลงเหลือเพียงฝนปรอยเป็นช่วง ๆ ทำให้สถานการณ์โดยรวมเริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีพื้นที่ท่วมขังในบางหมู่บ้านและพื้นที่การเกษตรอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย

โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น ได้แก่
- ตำบลโรง ได้แก่ หมู่ 1–5 น้ำท่วมขังบริเวณบ้าน 39 ครัวเรือน พื้นที่สวนและนาข้าวอยู่ระหว่างสำรวจ
- ตำบลเชิงแส ได้แก่ หมู่ 1–4 น้ำท่วมขัง 29 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรอยู่ระหว่างสำรวจ
- ตำบลกระแสสินธุ์ ได้แก่ หมู่ 1–4 น้ำท่วมขัง 15 ครัวเรือน มีบ้านเรือนเสียหายจากลมพัดหลังคาเปิด 2 ครัวเรือน และคอกปศุสัตว์เสียหาย 2 คอก โดยเทศบาลตำบลกระแสสินธุ์ได้ให้การช่วยเหลือแล้ว
- ตำบลเกาะใหญ่ ได้แก่ หมู่ 1–9 น้ำท่วมขัง 6 ครัวเรือน พื้นที่เกษตรอยู่ระหว่างสำรวจ
- สำหรับการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด–กระแสสินธุ์ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่เพิ่มเติมในหลายจุด ดังนี้

- คลองโหนติดตั้งเครื่องเคลื่อนที่ ขนาด 30 นิ้ว 1 ตัว
- คลองโคกพระติดตั้งเครื่องเคลื่อนที่ขนาด 24 นิ้ว 1 ตัว และมีเครื่องไฟฟ้าติดตั้งประจำ 2 ตัว
- คลองกาหรำติดตั้งเครื่องเคลื่อนที่ 24 นิ้ว1 ตัว และมีเครื่องไฟฟ้าติดตั้งประจำ 3 ตัว
- คลองโรงใหม่ติดตั้งเครื่องเคลื่อนที่ระบบไฮโดโฟร์ ขนาด 42 นิ้ว 2 ตัวไ ม่มีเครื่องประจำ
- คลองเชิงแสมีเครื่องไฟฟ้าประจำ 4 ตัว
- คลองโรงเก่ามีเครื่องไฟฟ้าประจำ 3 ตัว
- คลองยมราชติดตั้งเครื่องเคลื่อนที่ 24 นิ้ว 1 ตัว
- คลองตาหิ้นติดตั้งเคริ่องเคลื่อนที่ 12 นิ้ว 1 ตัว
- มีการแจ้งให้ประชาชนและส่วนราชการรับทราบและเตรียมความพร้อม
- แนวโน้มสถานการณ์ ขณะนี้ลำคลองทั้ง 11 สายสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาได้ดี คาดว่าหากไม่มีฝนตกต่อเนื่องและระดับน้ำทะเลสาบไม่หนุนสูง สถานการณ์จะไม่รุนแรงภายใน 1–2 วันนี้

อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา

อำเภอรัตภูมิ รายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภายหลังมีฝนตกต่อเนื่อง โดยวัดปริมาณน้ำฝนได้ 90 มิลลิเมตร (ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ของวันที่ 20 พฤศจิกายน ถึงเวลา 07.00 น. ของวันนี้) ขณะเดียวกันระดับน้ำบริเวณฝายชะมวงเพิ่มสูงขึ้นอยู่ในระดับ เตือนภัยสีแดง มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 177.083 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง

สถานการณ์น้ำท่วม กระจายครอบคลุมทั้ง 5 ตำบล 63 หมู่บ้าน มีราษฎรได้รับความเดือดร้อนจำนวน 1,875 ครัวเรือน รวม 5,345 คน อย่างไรก็ตามเมื่อเวลา 07.00 น. มวลน้ำในลำคลองเริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ยังส่งผลต่อเส้นทางจราจรสายหลัก โดยเฉพาะถนน ทล.406 (ถนนยนตรการกำธร) ช่วงสตูล–สี่แยกคูหา ตั้งแต่แยกไฟแดงวัดใหม่ทุ่งคาถึงหน้าบริษัทอีซูซุรัตภูมิ มีน้ำท่วมผิวจราจร รถไม่สามารถสัญจรได้ โดยหมวดทางหลวงควนรูได้ติดตั้งป้ายเตือนและแนะให้ใช้เส้นทางผ่านหน้าวัดใหม่ทุ่งคาแทน และช่วงสี่แยกคูหา–สตูล ตั้งแต่บริษัทอีซูซุรัตภูมิถึงแยกไฟแดงวัดใหม่ทุ่งคา มีน้ำท่วมผิวทางบางส่วน รถสัญจรได้เพียง 1 เลน และต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ทั้งนี้นายอำเภอรัตภูมิได้สั่งการให้ศูนย์เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง รวมถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งดำเนินการแจกจ่ายกระสอบทรายให้ประชาชนแล้วจำนวน 5,000 กระสอบ รวมถึงติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยงจำนวน 4 เครื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบและเตรียมรับมือสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา

ตำบลบางเหรียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา บางพื้นที่เริ่มมีน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ด้านนายวิเชษต์ สายกี้เส้ง นายอำเภอควนเนียงกำชับให้ติดตามสถานการณ์และเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว

อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา

สถานการณ์ในพื้นที่อำเภอนาทวี ขณะนี้ยังคงมีฝน ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณฝน (ตั้งแต่เวลา 07.00 น. จนถึงเวลา 14.00 น.ของวันนี้ ) สถานีนาทวี วัดได้ 102.0 มม. สถานี ปตร.ปลักปลิง วัดได้ 90.0 มม. สถานีอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง 30.0 มม. ปริมาณน้ำคลองนาทวี (ปตร.ปลักปลิง ) ม.4 ต.นาทวี อ.นาทวี ระดับน้ำหน้า ปตร. 20.58 ม.รทก ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.72 ม. ระดับน้ำต่ำกว่าระดับเตือนภัย 0.42 ม. สถานการณ์ยังอยู่ในภาวะปกติ เเต่ปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สถานการณ์น้ำภาพรวม ยังมีฝนตกหนัก สลับปานกลางอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังน้ำในคลองนาทวี และมวลน้ำจากเทือกเขาทางทิศใต้ (บริเวณ ต.ประกอบ และอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง ต.คลองกวาง, ต.ทับช้าง) อย่างใกล้ชิด ส่วนบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ มีจำนวน 33 ครัวเรือน คือ บ้านคอกช้าง ม.6 ต.ฉาง 2 ครัวเรือน บ้านลำชิง ม.2 ต.คลองทราย 20 ครัวเรือน บ้านต้นไทร ม.2 ต.ปลักหนู 2 ครัวเรือน บ้านพลีใต้ ม.3 ต.นาทวี 6 ครัวเรือน บ้านทุ่งแหลกลาง ม.3 ต.นาทวี 3 ครัวเรือน ทั้งนี้ทางศูนย์บัญชาการฯ อำเภอนาทวี ได้ส่งสมาชิก อส.อ.นาทวี ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียง และขนย้ายข้าวของของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเข้าที่ปลอดภัยแล้ว ส่วนน้ำขังพื้นที่ทางการเกษตร พื้นที่ได้รับผลกระทบ คือ บ้านโคกแค ม.3 ต.ปลักหนู และบ้านต้นไทร ม.2 ต.ปลักหนูมีน้ำขังทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 ขาออก ช่วงบริเวณ ม.3 ต.นาทวี (บริเวณโรงเรียนสมบูรณ์ศาสตร์) ระยะประมาณ 150 เมตร ขณะนี้รถเล็กสามารถสัญจรได้ปกติ ทางอำเภอนาทวีร่วมกับหมวดทางหลวงจัดตั้งป้ายแจ้งเตือน และเสาเตือนภัยกั้นเพื่อบอกระยะแก่ผู้สัญจรพร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าเข้าติดตามตรวจสอบดูแลสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

สถานการณ์ฝนตกในพื้นที่อำเภอสะเดา วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.30 น. ขณะนี้ยังพบฝนตกหนักบางพื้นที่ ทำให้ระดับน้ำในลำคลองเพิ่มสูงขึ้นและเริ่มเอ่อล้นบริเวณพื้นที่ใกล้คลอง แต่ยังไม่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือทรัพย์สินของประชาชน สำหรับสถานการณ์ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองสะเดา (เขื่อนห้วยคู) เช้าวันนี้ ระดับน้ำอยู่ที่ 61.20 เมตร (รทก.) ปริมาณน้ำ 18.551 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเปิดระบายน้ำ 12 เซนติเมตร ปริมาณฝนสะสม 17.2 มิลลิเมตร คิดเป็นร้อยละ 32.69 ของความจุอ่าง ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำในคลองสายหลักมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้พื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะคลองอู่ตะเภาต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา

สถานการณ์น้ำในพื้นที่จากฝนตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำและลำคลองหลายจุดเพิ่มสูงขึ้น โดยอ่างเก็บน้ำคลองหลามีระดับน้ำ 43.35 เมตร (รทก.) ปริมาณน้ำ 10.52 ล้านลูกบาศก์เมตร เปิดประตูระบายน้ำปากคลอง 7 เซนติเมตร ปริมาณฝน 23 มิลลิเมตร ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองจำไหร ระดับน้ำอยู่ที่ 42.500 เมตร (รทก.) ปริมาณน้ำ 2.850 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างปิดสนิท เปิดทรบ.ปากคลอง 20 เซนติเมตร มีปริมาณฝนสะสม 81.5 มิลลิเมตร ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงตรวจสอบสถานการณ์น้ำในจุดเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ คลองอู่ตะเภา บริเวณวัดบางศาลา ม.7 ต.ทุ่งลาน, คลองโคกม่วง ม.9 ต.โคกม่วง, คลองต้นประดู่ ม.9 ต.โคกม่วง, สะพานรวมใจ ม.2 ต.ทุ่งลาน แลพสะพานทุ่งลาน–ทุ่งลุง ม.1 ต.ทุ่งลาน จากการสำรวจพบว่าระดับน้ำในลำคลองหลายจุดเพิ่มสูงขึ้น บางพื้นที่น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน โดยเฉพาะบริเวณที่ลุ่มและพื้นที่ริมคลองในตำบลโคกม่วง ส่งผลกระทบต่อประชาชน ดังนี้


- หมู่ 1 จำนวน 7 ครัวเรือน 42 คน
- หมู่ 2 จำนวน 14 ครัวเรือน 84 คน
- หมู่ 9 จำนวน 6 ครัวเรือน 36 คน

สถานการณ์ในพื้นที่อำเภอคลองหอยโข่งยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีฝนตกหนักในหลายจุด ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกในระยะต่อไป

อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ด้านอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา รายงานสถานการณ์น้ำ ประจำวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568 โดยในหลายพื้นที่ของยังคงมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในลำน้ำเพิ่มสูงขึ้นและเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน มีการวัดปริมาณฝนจากสถานีต่าง ๆ ดังนี้ สถานีบ้านควนหัวช้าง วัดได้ 51.0 มม. สถานีบ้านควนไม้ไผ่ วัดได้ 142 มม. ส่วนสถานีจะนะ วัดได้ 161.6 มม. ขณะที่ปริมาณฝนสูงสุดในรอบวันอยู่ที่สถานีจะนะ ซึ่งทำให้มวลน้ำไหลลงสู่คลองและพื้นที่ลุ่มในหลายตำบลอย่างรวดเร็ว

สำหรับพื้นที่ได้รับผลกระทบ น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนรวม 738 ครัวเรือน ในพื้นที่ 13 ตำบล ได้แก่


- ตำบลนาหว้า 28 ครัวเรือน
- ตำบลท่าหมอไทร 8 ครัวเรือน
- ตำบลคลองเปียะ 10 ครัวเรือน
- ตำบลจะโหนง 67 ครัวเรือน
- ตำบลป่าชิง 58 ครัวเรือน
- ตำบลตลิ่งชัน 50 ครัวเรือน
- ตำบลสะพานไม้แก่น 49 ครัวเรือน
- ตำบลแค 85 ครัวเรือน
- ตำบลบ้านนา 34 ครัวเรือน
- ตำบลขุนตัดหวาย 73 ครัวเรือน
- ตำบลคู 308 ครัวเรือน
- ตำบลนาทับ 23 ครัวเรือน

อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา

ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ด้านอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม อำเภอเทพา รายงานว่า ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ถึง 16.00 น. วันนี้ (21 พ.ย. 68) วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงถึง 234 มิลลิเมตร จัดเป็นระดับฝนตกหนักมากด้านปริมาณน้ำท่า บริเวณสถานีสะพานเทพาสันติสุข พบว่ามีน้ำปริมาณมาก ระดับน้ำอยู่ที่ 1.23 เมตร ยังต่ำกว่าตลิ่งอยู่ประมาณ 1.20 เมตร แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน กลุ่มเมฆฝนยังคงปกคลุมพื้นที่ต่อเนื่อง และจากประกาศเตือนภัยระบุว่าจะมีฝนตกหนักไปจนถึงวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ หากเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนร่วมด้วย อาจทำให้หลายพื้นที่เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะลุ่มน้ำบริเวณคลองเทพา ในส่วนความเสียหาย พบว่าน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนใน 6 ตำบล 19 หมู่บ้าน รวม 265 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบ

ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ได้ส่งข้อความCell Broadcast วันที่ 20 -21พ.ย.68 แจ้งเตือนฝนตกหนักในหลายจุด โดยมีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 21 พ.ย.68


- ปภ.แจ้งเตือนขณะนี้พบกลุ่มฝนตกทั่วทั้งจังหวัดในพื้นที่ จ.สงขลา และคาดว่าจะตกเพิ่มอีก ขอเน้นย้ำให้ระวังน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ในพื้นที่ริมคลอง/ลำน้ำ ที่ลุ่มต่ำและที่ลาดเชิงเขา ระวังระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่น้ำท่วมเดิมอยู่แล้ว
- ปภ. แจ้งเตือนมีฝนตกแช่ในพื้นที่ อ.นาหม่อม จ.สงขลา ปริมาณน้ำฝนวันนี้ เมื่อเวลา 12.20 น. วัดได้ 318 มม. และยังคงพบกลุ่มฝนในพื้นที่
- ปภ.แจ้งเตือนมีฝนตกแช่ในพื้นที่ อ.นาหม่อม จ.สงขลา ปริมาณน้ำฝนวันนี้ เมื่อเวลา 12.20 น. วัดได้ 318 มม. และยังคงพบกลุ่มฝนในพื้นที่

วันที่ 20 พ.ย.68


- ปภ. แจ้งเตือนเกิดฝนตกหนักเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ อ.คลองหอยโข่ง อ.บางกล่ำ อ.ควนเนียง จ.สงขลา
- ปภ. แจ้งเตือนเมีฝนตกแช่ในพื้นที่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ปริมาณน้ำฝน 24 ชม. เมื่อเวลา 10.00 น. วัดได้ 412.0 มม.
- ปภ. แจ้งเตือนเมีฝนตกแช่ในพื้นที่ อ.ระโนด จ.สงขลา ปริมาณน้ำฝน 24 ชม. เมื่อเวลา 11.00 น. วัดได้ 411.0 มม.
- ปภ.แจ้งเตือนมีฝนตกแช่ในพื้นที่ อ.เมืองฯ อ.สทิงพระ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา

ที่มาข้อมูล-ภาพ
Pr.Songkhla ประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา






GISTDA วิเคราะห์มหาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา 2568 ภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้ว และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง  [ กรมประชาสัมพันธ์ : 25 พ.ย. 68 ]

อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์น้ำท่วมตามฤดูกาล แต่เป็นวิกฤตที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาจาก ปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และ ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา โดยมีข้อมูลสำคัญจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ยืนยันว่า ระดับน้ำครั้งนี้ สูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดเมื่อปี พ.ศ. 2553 และบางแหล่งข้อมูลระบุว่า ปริมาณฝนสะสมสูงถึง 630 มิลลิเมตร ใน 3 วัน (19–21 พ.ย.) ซึ่งมากกว่าปริมาณสูงสุดของปี 2553 (428 มม.) และจัดเป็นปรากฏการณ์ฝนตกหนักในรอบหลายสิบปี

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงได้ปกคลุมภาคใต้ตอนล่าง ทำให้หลายพื้นที่เผชิญกับฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องหลายวัน สำหรับพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ ข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติระบุว่า ปริมาณฝนครั้งนี้สูงที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้มีน้ำหลากเข้าท่วมชุมชนมากกว่า 100 แห่ง บางพื้นที่มีระดับน้ำสูงถึง 3 เมตร บ้านเรือน ถนน และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายจนการสัญจรแทบเป็นไปไม่ได้ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และรุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา

พื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสำคัญของจังหวัดสงขลา ลุ่มน้ำแห่งนี้มีต้นน้ำอยู่บริเวณอำเภอสะเดา ไหลผ่านพื้นที่เมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลา ที่แหลมโพธิ์ ตำบลคูเต่า โดยรับน้ำจากคลอง

สาขาหลายสาย เช่น คลองสะเดา คลองหล้าปัง คลองตง และคลองประตู

ลักษณะภูมิประเทศตอนบนของลุ่มน้ำเป็นภูเขา โดยเฉพาะเทือกเขาน้ำค้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาสันกาลาคีรี ส่วนตอนกลางและตอนล่าง เป็นพื้นที่ราบลุ่มกว้าง ซึ่งมีการตั้งถิ่นฐานหนาแน่นอย่างเมืองหาดใหญ่ ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดรับน้ำหลักของลุ่มน้ำทั้งหมด

ลักษณะภูมิประเทศเอง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้น พื้นที่ตอนเหนือของลุ่มน้ำเป็นภูเขา และพื้นที่ลาดเอียง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจะไหลลงสู่พื้นที่ราบอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีพื้นที่หน่วงหรือกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน พื้นที่ราบตอนกลางและตอนล่างซึ่งเป็นเขตเมือง มีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น ทำให้การซึมลงดินลดลงอย่างมาก น้ำจำนวนมหาศาลจึงไหลสะสมลงในพื้นที่ล่าง จนเกิดสภาวะที่เปรียบได้ว่า “น้ำลงมาเร็ว แต่ระบายออกช้า” อันเป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมขยายวงกว้างในเขตเมืองหาดใหญ่

นอกจากปริมาณฝนที่มากกว่าปกติแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ยังมีลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “ฝนตกแช่” (Stagnant Rainfall) หรือฝนที่ตกต่อเนื่องยาวนานโดยไม่มีช่วงให้ระดับน้ำได้ลดลงเลย ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน จนถึงหลายวันถัดมา ฝนยังคงตกด้วยความแรงสลับเบา แต่ไม่หยุดสนิท ทำให้ดินอุ้มน้ำจนเต็ม ความสามารถในการดูดซึมน้ำลดลงจนเหลือศูนย์ น้ำผิวดินจึงไหลบ่าลงคลองอู่ตะเภาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืน ปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามา

แบบไม่หยุดพักนี้ ทำให้ระบบลำน้ำและระบบระบายภายในเขตเมืองไม่สามารถรับมือได้ทัน เกิดการหนุนทับชั้นแล้วชั้นเล่า จนน้ำท่วมทวีความรุนแรงขึ้นในเวลาอันสั้น

เมื่อรวมเข้ากับปริมาณฝนที่ตกหนักกว่าปกติและตกต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่คลองอู่ตะเภามากเกินความสามารถของทั้งดิน ระบบลำน้ำ และระบบระบายน้ำในเขตเมืองในการรองรับ พื้นที่ราบตอนล่าง ซึ่งเป็นโซนรับน้ำสุดท้ายของลุ่มน้ำถูกน้ำท่วมซ้ำซากอีกครั้ง เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นผลลัพธ์ของทั้งสภาพอากาศสุดขั้ว และข้อจำกัดด้านภูมิประเทศที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมโดยโครงสร้าง

ความรุนแรงของอุทกภัยครั้งนี้ ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลา ทั้งความเสียหายต่อเมือง ที่อยู่อาศัยประชาชน ระบบสาธารณูปโภคล่ม ระบบการขนส่ง เป็นต้น จนจังหวัดสงขลาได้ประกาศเขตภัยพิบัติทั้ง 16 อำเภอ และต้องเร่งอพยพประชาชนจำนวนมากคนออกจากพื้นที่เสี่ยง

เหตุการณ์น้ำท่วมลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงความเปราะบางของพื้นที่ต่อสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและเมืองหาดใหญ่ รวมถึงลุ่มน้ำอื่นๆที่มีลักษณะปัจจัยใกล้เคียง สามารถรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต