พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) เป็นพายุหมุนเขตร้อนเพียงลูกเดียวที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในปี 2568 พายุลูกนี้ได้ก่อตัวขึ้นเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 หลังจากนั้นได้เคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันตกพร้อมทวีกำลังแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงไต้ฝุ่นระดับ 1 และ 2 ขณะเคลื่อนผ่านประเทศฟิลลิปนส์ และมีกำลังแรงเพิ่มขึ้นจนถึงไต้ฝุ่นระดับ 3 หลังจาก
เคลื่อนลงทะเลจีนใต้ ก่อนจะลดความแรงลงไปเป็นไต้ฝุ่นระดับ 1 อีกครั้งหลังเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองบิญติ่ญ ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 หลังจากนั้นได้อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนบริเวณประเทศกัมพูชา แล้วอ่อนกำลังลงต่อเนื่องเป็นพายุดีเปรสชันบริเวณประเทศลาว ก่อนเคลื่อนเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 7 พฤศจิกายน
2568 ในขณะที่ยังเป็นพายุดีเปรสชัน ซึ่งต่อมาได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณจังหวัดศรีสะเกษ แล้วเคลื่อนตัวต่อเนื่องผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและประเทศเมียนมาตามลำดับ อิทธิพลของพายุส่งผลทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2568

นอกจากพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” แล้วยังมีพายุอีก 3 ลูก ที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในขณะที่สลายตัวเป็นหย่อมควมกดอากาศต่ำแล้ว ประกอบด้วย
1.พายุไต้ฝุ่น “วิภา” (WIHPA) – ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568
พายุไต้ฝุ่น “วิภา” ได้เริ่มก่อตัวขึ้นเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 หลังจากนั้นได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วเพิ่มกำลังแรงเป็นพายุดีเปรสชันในวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 และพัฒนาเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ขณะเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดิม ก่อนเคลื่อนตัวผ่านบริเวณทะเลเหนือเกาะลูซอนของประเทศฟิลิปินส์เข้าสู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน และเพิ่มกำลังแรงสูงสุดเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับที่ 1 ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 แล้วลดระดับกลับลงเป็นพายุโซนร้อนอีกครั้งในช่วงเที่ยง หลังจากนั้นได้เคลื่อนขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันเดียวกัน จากนั้นพายุได้เคลื่อนตัวลงสู่อ่าวตังเกี๋ย และเคลื่อนขึ้นฝั่งอีกครั้งบริเวณเมืองท้ายบิ่ญ ซึ่งอยู่ทางตอนบนของประเทศเวียดนาม เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุ
ดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศลาว ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 และเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบนของไทยและประเทศเมียนมาตอนบนในวันเดียวกัน
2.พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” (KAJIKI) – ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568
พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” เริ่มก่อตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำที่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2568 หลังจากนั้นได้เคลื่อนตัวต่อเนื่องไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือแล้วทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันและพายุโซนร้อนในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ก่อนเคลื่อนตัวผ่านเกาะลูซอนลงทะเลจีนใต้ในวันเดียวกัน ต่อมาได้เพิ่มกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่น ระดับที่ 1 และ 2 ในวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ขณะเคลื่อนตัวอยู่เหนือทะเลนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะไหหลำ แล้วลดกำลังลงเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับ 1 อีกครั้งในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 พร้อมเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณตอนล่างของเมืองวิญ ประเทศเวียดนาม ในวันเดียวกัน จากนั้นได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนแล้วเคลื่อนตัวปกคุลมบริเวณแขวงบอลิคำไซ ไซยสมบูรณ์ ประเทศลาว ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 แล้วอ่อนกำลังลง
ต่อเนื่องเป็นพายุดีเปรสชันขณะเคลื่อนตัวอยู่บริเวณแขวงไชยะบุรี ประเทศลาว ก่อนสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณจังหวัดน่านในวันเดียวกัน หลังจากนั้นได้เคลื่อนเข้าปกคลุมตอนบนของประเทศเมียนมา ในวันที่ 27 สิงหาคม 2568
3.พายุโซนร้อน “หนองฟ้า” (NONGFA) – ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2568
หลังจากพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ได้สลายตัวไป ได้มีพายุก่อตัวขึ้นใหม่อีก 1 ลูก ชื่อว่า “หนองฟ้า” ที่ก่อตัวขึ้นเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณตอนกลางของทะเลจีนใต้ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 หลังจากนั้นได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันในวันที่ 28 สิงหาคม 2568 แล้วทวีกำลังแรงขึ้นต่อเนื่องเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ขณะเคลื่อนตัวอยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะไหหลำ ซึ่งต่อมาได้เคลื่อนผ่านตอนกลางของประเทศเวียดนามเข้าสู่ประเทศลาวพร้อมอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันในช่วงเย็นของวันเดียวกัน จากนั้นได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่างของไทยในวันที่ 31 สิงหาคม 2568

อีกทั้งยังมีพายุอีก 17 ลูกที่ถึงแม้จะไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่ได้เคลื่อนเข้ามาสลายตัวบริเวณประเทศเพื่อนบ้านหรือเคลื่อนตัวเข้ามายังบริเวณที่ส่ง
ผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทย โดยฉพาะพายุไซโคลนซินยาร์ที่ส่งผลทำให้เกิดฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมบริเวณภาคใต้ตอนล่าง โดยพายุทั้ง 17 ลูก เป็นพายุ
ที่เกิดขึ้นทางด้านฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก จำนวน 15 ลูก และฝั่งมหาสมุทรอินเดียอีก 2 ลูก ประกอบด้วย

1) พายุโซนร้อน “หวู่ติ๊บ” (Severe Tropical Storm Wutip) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3-15 มิถุนายน 2568 โดยก่อตัวขึ้นที่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก พายุนี้ได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงทะเลจีนใต้ มุ่งสู่เกาะไหหลำ ก่อนวกตัวกลับไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือแล้วไปสลายตัวทางด้านตะวันออกของประเทศจีน

2) พายุดีเปรสชัน 03W (Depression 03W) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 22-27 มิถุนายน 2568 โดยก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลจีนใต้ใกล้ชายฝั่งประเทศฟิลลิปนส์ หลังจากนั้นได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านเกาะไหหลำ แล้วไปสลายตัวทางตอนล่างของประเทศจีน

3) พายุไต้ฝุ่น “ดานาส” (Typhoon Danas) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 21 มิถุนายน ถึง 17 กรกฎาคม 2568 โดยก่อตัวขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านประเทศฟิลลิปนส์ลงทะเลจีนใต้ แล้วทวีกำลังแรงเป็นพายุไต้ฝุ่นก่อนเคลื่อนตัวผ่านประเทศไต้หวันก่อนจะวกตัวกลับลงมาเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศจีน หลังจากนั้นได้เคลื่อนตัวลงมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ก่อนสลายตัวไป

4) พายุโซนร้อน “ก๋อมัย” (Severe Tropical Storm Co-May) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 21 กรกฎาคม ถึง 4 สิงหาคม 2568 โดยก่อตัวขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ลงสู่ทะเลจีนใต้ ก่อนทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่นแล้วเคลื่อนตัววกกลับผ่านเกาะลูซอนของประเทศฟิลลิปินส์ในขณะที่ลดระดับลงเป็นพายุโซนร้อน พายุลูกนี้ยังคงเคลื่อนตัวต่อเนื่องไปทางตอนบนเข้าสู่ประเทศจีน และไปสลายตัวบริเวณประเทศเกาหลีใต้

5) พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” (Typhoon Podul) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 5-15 สิงหาคม 2568 ก่อตัวขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกแล้วเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกพร้อมทวีกำลังขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไปถึงพายุไต้ฝุ่นระดับที่ 2 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดของพายุลูกนี้ หลังจากนั้นได้ลดระดับลงเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับที่ 1 ก่อนเคลื่อนผ่านตอนล่างของประเทศไต้หวัน และเคลื่อนลงทะเลอีกครั้งพร้อมลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนเคลื่อนขึ้นฝั่งแล้วไปสลายตัวบริเวณประเทศจีน

6) พายุดีเปรสชัน FABIAN (Depression Fabian) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 7-9 สิงหาคม 2568 โดยก่อตัวขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกผ่านพื้นที่ตอนบนของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ก่อนเคลื่อนลงทะเลไปสลายตัวบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน

7) พายุดีเปรสชัน 17W (Depression 17W) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 17-19 สิงหาคม 2568 โดยก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางใกล้ชายฝั่งทางด้านตะวันออกของประเทศเวียดนาม ก่อนเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือ ผ่านตอนล่างของเกาะไหหลำ แล้วเคลื่อนลงอ่าวตังเกี๋ย ก่อนเคลื่อนขึ้นฝั่งไปสลายตัวบริเวณประเทศจีน

8) พายุโซนร้อน “ตาปะห์” (TAPAH) ที่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 โดยเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 พายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” ได้เคลื่อนตัวอยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน และได้ทวีกําลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่นในวันที่ 8 กันยายน 2568 หลังจากนั้นได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ก่อนจะสลายตัวไปในเวลาต่อมา พายุลูกนี้ส่งผลทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย มีกําลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 7-8 กันยายน 2568

9) พายุโซนร้อน “มิแทก” (Tropical Storm MITAG) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 15-20 กันยายน 2568 โดยก่อตัวขึ้นบริเวณใกล้ชายฝั่งทางด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ หลังจากนั้นได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านตอนบนของเกาะลูซอนในขณะที่เป็นพายุดีเปรสชัน ต่อมาได้เคลื่อนลงทะเลจีนใต้แล้วทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อน ก่อนลดระดับลงอีกครั้งแล้วเคลื่อนขึ้นฝั่งไปสลายตัวบริเวณประเทศจีน

10) พายุไต้ฝุ่น “รากาซา” (Typhoon RAGASA) ที่ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนกันยายน 2568 โดยในช่วงเช้าของวันที่ 24 กันยายน 2568 พายุไต้ฝุ่น “รากาซา” ที่เคลื่อนตัวอยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้เคลื่อนขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน หลังจากนั้นได้เคลื่อนผ่านชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศจีนพร้อมทั้งอ่อนกําลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชันตามลำดับ ต่อมาในวันที่ 25 กันยายน 2568 พายุดังกล่าวได้สลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกําลังแรงที่บริเวณประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ อิทธิพลของพายุส่งผลทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กําลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกําลังแรงขึ้นซึ่งนำไปสู่ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

11) พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” (Typhoon BUALOI) ที่ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนกันยายน 2568 ทั้งนี้พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” ที่เคลื่อนตัวอยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองกว่างบิ่ญ ทางตอนบนของประเทศเวียดนาม แล้วอ่อนกําลังลงเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 29 กันยายน 2568 จากนั้นได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศลาวและอ่อนกําลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกําลังแรง ก่อนเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณตอนบนของประเทศลาวและประเทศเมียนมาในวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งอิทธิพลของพายุทําให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่

12) พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” (Typhoon MATMO) ที่ส่งผลกระทบในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2568 โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2568 ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น จากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย รวมทั้งอิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ที่เคลื่อนขึ้นฝั่งตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 หลังจากนั้นได้เคลื่อนตัวลงสู่อ่าวตังเกี๋ย แล้วเคลื่อนขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศจีนบริเวณมณฑลกว่างซี พร้อมทั้งอ่อนกําลังลงเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 หลังจากนั้นได้เคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณเมืองหลั่งเซิน ในพื้นที่ตอนบนของประเทศเวียดนาม แล้วอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกําลังแรงปกคลุมพื้นที่ดังกล่าว ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568

13) พายุโซนร้อน “เฟิงเฉิน” (Severe Tropical Storm Fengshen) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 15-23 ตุลาคม 2568 โดยพายุนี้ได้ก่อตัวขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วเคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันตกผ่านตอนล่างของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ในขณะที่เป็นพายุโซนร้อน หลังจากนั้นได้ลดระดับลงเป็นพายุดีเปรสชันก่อนเคลื่อนตัวลงทะเลจีนใต้ หลังจากนั้นได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนอีกครั้ง แล้วลดระดับลงเป็นพายุดีเปรสชันก่อนเคลื่อนขึ้นฝั่งแล้วไปสลายตัวบริเวณประเทศเวียดนาม

14) ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” (Typhoon Fung-Wong) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 4-12 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งพายุลูกนี้ ก่อตัวขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกพร้อมทวีกำลังต่อเนื่องเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับที่ 4 หลังจากนั้นได้ลดระดับลงเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับที่ 3 ก่อนเคลื่อนตัวผ่านเกาะลูซอนประเทศฟิลิปปินส์ แล้วลดระดับลงเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับที่ 2 และ 1 ตามลำดับในขณะที่กำลังเคลื่อนตัวลงทะเลจีนใต้ ซึ่งต่อมาพายุดังกล่าวได้เคลื่อนตัววกกลับไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือผ่านตอนใต้ของประเทศไต้หวันในขณะที่เป็นพายุโซนร้อน แล้วลดระดับลงอย่างต่อเนื่องไปสลายตัวบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก

15) พายุไต้ฝุ่น “โคโตะ” (Typhoon KOTO) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 23 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2568 พายุลูกนี้ก่อตัวขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกผ่านตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ในขณะที่เป็นพายุดีเปรสชันและพายุโซนร้อน ซึ่งหลังจากเคลื่อนลงทะเลจีนใต้พายุนี้ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับที่ 1 ก่อนลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง แล้วเคลื่อนขึ้นฝั่งไปสลายตัวบริเวณประเทศเวียดนาม


1) พายุไซโคลน “มณฑา” (Severe Cyclonic Storm Montha) เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 23-30 ตุลาคม 2568 โดยก่อตัวขึ้นที่บริเวณอ่าวเบงกอลใกล้ชายฝั่งทะเลทางด้านทิศตะวันตกของหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ พายุนี้ได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่องแล้วขึ้นไปสลายตัวบริเวณประเทศอินเดีย อิทธิพลของพายุลูกนี้ไม่ได้ส่งผลโดยตรงกับประเทศไทย

2) พายุไซโคลน “ซินยาร์” (SENYAR) ช่วงกลางเดือนจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 มีหย่อมความกดอากาศต่ำเกิดขึ้นหลายจุด โดยปกคลุมเรียงตัวกันเป็นแนวจากมหาสมุทรอินเดีย ทะเลอันดามันตอนล่าง ประเทศมาเลเซียและทะเลจีนใต้ตอนล่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นได้เคลื่อนตัวอยู่คลุมอยู่บริเวณภาคใต้ตอนล่างของไทย
และประเทศมาเลเซียอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ก่อนจะทวีกำลังแรงเป็นพายุดีเปรสชันและยกระดับเป็นพายุไซโคลน “ซินยาร์” ( SENYAR) ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งการเคลื่อนที่ปกคลุมอยู่บริเวณเดิมเป็นระยะเวลานานในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก และเกิดการตกแช่อยู่เป็นเวลานานหลายวันในพื้นที่ตอนล่างของภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดสงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา ตรัง สตูล เป็นต้น หลังจากพายุได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไซโคลน “ซินยาร์” แล้ว ได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก และส่งผลทำให้บริเวณตอนบนของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ที่เดิมมีฝนตกหนักอยู่แล้ว กลับมีฝนตกหนักเพิ่มมากขึ้นไปอีก ต่อมาในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 พายุได้เคลื่อนตัววกกลับมา ทางทิศตะวันออก และเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณตอนเหนือของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ในช่วงค่ำของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ผ่านประเทศมาเลเซีย ลงสู่อ่าวไทยในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568ซึ่งเป็นลักษณะการวกตัวต่ำลง ทำให้แนวพายุห่างออกจากประเทศไทยมากกว่าตอนที่ก่อตัวเป็นพายุ จึงส่งผลเพียงแค่ทำให้ฝนตกเพิ่มขึ้นบริเวณจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยมีฝน
ตกหนักกระจุกตัวอยู่บริเวณจังหวัดปัตตานี หลังจากเคลื่อนลงสู่อ่าวไทย พายุได้เคลื่อนตัวต่อเนื่องไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและได้เกิดปรากฎการณ์ “ฟูจิวารา” (Fujiwara Effect) กับพายุไต้ฝุ่น “โคโตะ” (KOTO) ซึ่งเคลื่อนตัวอยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ส่งผลให้สภาวะอากาศบริเวณทะเลจีนใต้และพื้นที่ใกล้เคียงมีความแปรปรวนค่อนข้างมาก



เมื่อเปรียบเทียบจำนวนพายุในปี 2568 กับสถิติพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในรอบ 75 ปี (2494-2567) จะเห็นได้ว่า ปี 2568 มีพายุเคลื่อนเข้ามาในประเทศไทยเพียง 1 ลูกเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 2 ลูก นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี 2540 พายุที่เคลื่อนตัวเข้ามายังประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยมีปีที่จำนวนพายุเท่ากับค่าเฉลี่ย
เพียง 6 ปี เท่านั้น และหากพิจารณาข้อมูลเป็นรายเดือน พบว่า เดือนที่มีพายุเคลื่อนเข้ามาในประเทศไทยมากที่สุดคือ เดือนตุลาคม ซึ่งมีพายุที่เคลื่อนเข้ามาทั้งหมด 56 ลูก รองลงมาคือ เดือนกันยายนและเดือนพฤศจิกายน โดยมีจำนวนพายุที่เคลื่อนเข้ามาทั้งหมด 55 และ 32 ลูก ตามลำดับ ทั้งนี้พายุที่เคลื่อนตัวเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับดีเปรสชัน ซึ่งมีเคลื่อน
เข้ามาในประเทศไทยทั้งหมดถึง 189 ลูก ต่างจากพายุที่เคลื่อนเข้าไทยในระดับพายุโซนร้อนที่มีเพียง 18 ลูกเท่านั้น และมีพายุที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในระดับพายุไต้ฝุ่นเพียงลูกเดียวเท่านั้นในรอบ 75 ปี คือ พายุ “เกย์” ที่เคลื่อนเข้าภาคใต้ของไทยในปี 2532
