ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและด้านตะวันตกของประเทศไทยมีกำลังแรง ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้และลมใต้พัดปกคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง พร้อมทั้งมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ส่งผลให้มีฝนตกหนักต่อเนื่องบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียง
เหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ฝั่งตะวันตก สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีสาเหตุหลักมาจากฝนตกหนักในพื้นที่ จ.เชียงราย รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดนของประเทศเมียนมาที่มีพรมแดนติดกับจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้เริ่มมีฝนตกหนักตั้งแต่กลางดึกของวันที่ 23 พฤษภาคมจนถึงช่วงเช้าของวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ทั้งนี้ สถานีตรวจวัดปริมาณฝนที่สะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ตรวจวัดฝน
สะสม 3 ชั่วโมง (ระหว่าง เวลา 23.00 น. ของวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ถึงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2568) ได้ 69.06 มิลลิเมตร และมีปริมาณฝนสะสมย้อนหลัง 24 ชั่วโมง ณ เวลา 23.00 น. ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 สูงถึง 105.80 มิลลิเมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ฝนตกหนักมาก โดยมวลน้ำจากปริมาณฝนดังกล่าวได้ไหลผ่านแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวกลงสู่พื้นที่ อ.แม่สาย ส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ริมน้ำหลายครั้ง
ฝนที่ตกหนักมากทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งบริเวณแม่น้ำสายไหลเข้าท่วมในหลายพื้นที่ของ อ.แม่สาย ทั้งนี้ระดับน้ำบริเวณสถานีตรวจวัดระดับน้ำที่สะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 22.30 น. ของวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 และได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกิดการล้นตลิ่งเมื่อเวลาประมาณ 02.50 น. ของวันที่ 24
พฤษภาคม 2568 หลังจากนั้นระดับน้ำได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไปถึงระดับสูงสุดที่ 398.16 ม.รทก. เมื่อเวลา 03.10 น. ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 (สูงกว่าระดับตลิ่งประมาณ 1.57 เมตร) ต่อมาระดับน้ำได้ลดลงเล็กน้อยแล้วเพิ่มขึ้นไปสู่จุดสูงสุดอีกครั้งที่ระดับ 398.21 ม.รทก. เมื่อเวลา 05.00 น. ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 หรือสูงกว่าระดับตลิ่ง 1.62 เมตร
ซึ่งสูงกว่าครั้งแรกเล็กน้อย ทั้งนี้ระดับน้ำได้ลดต่ำกว่าระดับตลิ่งในเวลา 16.20 น. ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 สำหรับบริเวณแม่น้ำรวกในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ซึ่งประกอบด้วย ที่สะพานอูทูนอ่อง-บ้านสบสาย บ้านดอยต่อคำ และบ้านโจนดาตา ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ระดับน้ำได้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากแต่ยังไม่ล้นตลิ่ง
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รายงานความเสียหายจากอุทกภัยเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.00 น. โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมและน้ำป่า
ไหลหลากบริเวณจังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่ 2 อำเภอ 2 ตำบล 8 หมู่บ้าน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
• หมู่ 1 2 7 และ 10 ของ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย
• หมู่ 3 5 6 และ 9 ของ ต.โป่งแพร่ อ.แม่ลาว
โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ณ วันที่รายงาน สถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว



ช่วงวันที่ 9-13 มิถุนายน 2568 ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากกระจายตัวในทุกภาคของประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย
1) ร่องมรสุม ที่พาดผ่านบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง
2) มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัด
ปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง
3) พายุไต้ฝุ่น“หวู่ติบ (WUTIP)” แม้จะไม่ได้แคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่อิทธิพลของพายุกลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนตกหนักมากในช่วงวันที่ 12-13 มิถุนายน 2568 จนเป็นเหตุให้เกิดน้ำ
ท่วมบริเวณจังหวัดสกลนคร โดยอำเภอที่มีฝนตกหนักมาก (ปริมาณฝนเกิน 90 มิลลิเมตรต่อวัน) ประกอบด้วย อ.อากาศอำนวย อ.พังโคน อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร อ.ธาตุพนม อ.เรณูนคร อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม
ตามรายงานของผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้รายงานเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 พบว่าหลายพื้นที่ของ จ.สกลนคร ประสบกับภาวะน้ำท่วมฉับพลัน สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม ถนน และทรัพย์สินของประชาชนในหลายอำเภอ ประกอบด้วย
1) อ.พรรณานิคม เกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมใน 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลบะฮี ตำบลพรรณา ตำบลนาหัวบ่อ ตำบล
เชิงชุม รวมทั้งมีถนนเพื่อการเกษตรขาด 1 เส้นทาง ที่ ต.ไร่ และเกิดน้ำท่วมคอกปศุสัตว์ ที่ ต.หัวบ่อ
2) อ.ส่องดาว เกิดน้ำท่วมนาข้าวในพื้นที่บ้านโพนศรี อย่างไรก็ตาม ณ วันที่รายงานยังไม่พบความเสียหายร้ายแรงเกิดขึ้น
3) อ.วาริชภูมิ คันคูห้วยกุดแร้งขาดที่จุดก่อสร้างฝายของชลประทานจังหวัดสกลนคร บ้านดอนยาวใหญ่ ตำบลหนองลาด รวมทั้งที่ลำห้วยปลาหางในพื้นที่ตำบล
ปลาโหล เกิดน้ำล้นตลิ่งท่วมนาข้าวและพื้นที่ทางการเกษตร
4) อ.โพนนาแก้ว เกิดพายุฝนพัดหลังคาบ้านของราษฎรพัง 1 หลัง ที่หมู่ 4 ตำบลนาแก้ว
5) อ.วานรนิวาส พบพื้นที่น้ำท่วมขังรวม 6 ตำบล 23 หมู่บ้าน พื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกน้ำท่วมรวมกว่า 3,180 ไร่
นอกจากทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่แล้ว ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในบริเวณจังหวัดสกลนคร ยังส่งผลทำให้มีน้ำไหลลงเขื่อนเพิ่มมากขึ้น โดย
1) เขื่อนน้ำอูน อ.พังโคน ปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นจาก 45% เป็น 53% ของความจุเขื่อน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง
2) เขื่อนน้ำพุง อ.พูพาน ปริมาณน้ำกักเก็บ
เพิ่มขึ้นจาก 21% เป็น 23% ของความจุเขื่อน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยวิกฤต
3) อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น อ.เมืองสกลนคร ปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นจาก 55% เป็น 126% ของความจุเขื่อน
4) อ่างเก็บน้ำห้วยซวง อ.วานรนิวาส ปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 103% ของความจุเขื่อน ทั้งนี้อ่างเก็บน้ำ
ห้วยทรายขมิ้นและอ่างเก็บน้ำห้วยซวง เริ่มเกิดน้ำล้นเขื่อนตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2568 และยังคงมีน้ำล้นเขื่อนอย่างต่อเนื่องไปจนถึงช่วงสิ้นเดือน
5) อ่างเก็บน้ำห้วยเดียก อ.เมืองสกลนคร ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจาก 77% เป็น 101% ของความจุเขื่อน โดยเกิดน้ำล้นเขื่อนในช่วงวันที่ 15-18 มิถุนายน 2568



ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2568 ร่องมรสุมได้พาดผ่านตอนบนของภาคเหนือของไทยและตอนบนของประเทศลาวเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณตอนบนของประเทศเวียดนาม ในช่วงวันที่ 22-23 และ 26-27 มิถุนายน 2568 ก่อนจะเลื่อนกลับขึ้นไปพาดผ่านตอนบนของประเทศเมียนมาและตอนบนของประเทศลาวในวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ทั้งนี้ตลอดช่วงสิ้นเดือนหย่อมความกดอากาศต่ำได้ปกคลุมอยู่บริเวณตอนบนของประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ทำให้พื้นที่ตอนบนของ
ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ สำหรับบริเวณจังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่านมีฝนตกหนักถึงหนักมากตกกระจายตัวในหลายพื้นที่ ในช่วงวันที่ 22-23 และ 26-27 มิถุนายน 2568 โดยเฉพาะช่วงวันที่ 26-27 มิถุนายน 2568 ที่ฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของทั้งสองจังหวัด โดยอำเภอที่มีฝนหนักถึงหนักมาก ปริมาณฝนตกสะสมมากกว่า 35 มิลลิเมตรต่อวัน ประกอบด้วย
1) จ.เชียงราย บริเวณ อ.เมืองเชียงราย อ.แม่จัน อ.แม่ฟ้าหลวง อ.เชียงแสน อ.ป่าแดด อ.แม่สาย อ.เวียงชัย อ.พญาเม็งราย อ.เวียงเชียงรุ้ง อ.เวียงปาเป้า อ.พาน อ.ดอยหลวง อ.เชียงของ อ.เทิง อ.ขุนตาล และ อ.เวียงแก่น โดยเฉพาะ
อ.เมืองเชียงราย อ.พญาเม็งราย อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงเชียงรุ้ง อ.เทิง อ.เวียงชัย ที่มีฝนตกเกิน 100 มิลลิเมตรต่อวัน โดยที่ อ.พญาเม็งรายมีฝนตกมากที่สุดถึง 317.5 มิลลิเมตรต่อวัน ในวันที่ 26 มิถุนายน 2568
2) จ.น่าน บริเวณ อ.สองแคว อ.เมืองน่าน อ.ท่าวังผา อ.แม่จริม อ.ปัว อ.เวียงสา อ.เชียงกลาง อ.ทุ่งช้าง อ.นาน้อย อ.นาหมื่น อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.บ่อเกลือ โดยเฉพาะ อ.บ่อเกลือ อ.ปัว อ.ทุ่งช้าง อ.เชียงกลาง ที่มีฝนตกเกิน 100 มิลลิเมตรต่อวัน โดยที่ อ.บ่อเกลือ มีฝนตกมากที่สุดถึง 341.4 มิลลิเมตรต่อวัน ในวันที่ 26 มิถุนายน 2568
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 เวลา 18.00 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รายงานความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน 2568 รายละเอียดดังนี้
1) จ.น่าน ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เชียงกลาง อ.ปัว และ อ.บ่อเกลือ รวม 8
ตำบล 15 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 320 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
2) จ.เชียงราย ในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.พญาเม็งราย อ.เวียงชัย อ.เชียงแสน อ.เวียงเชียงรุ้ง อ.เทิง รวม 10 ตำบล 32 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผล
กระทบ 4,405 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
ณ วันที่รายงาน สถานการณ์คลี่คลายแล้วทั้งสองจังหวัด



ช่วงเวลาของการเกิดพายุ ไต้ฝุ่น "วิภา"
พายุไต้ฝุ่น “วิภา” (WIPHA)
ได้เริ่มก่อตัวขึ้นเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 หลังจากนั้นได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
แล้วเพิ่มกำลังแรงเป็นพายุดีเปรสชันในวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 และพัฒนาเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ขณะเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดิม
ก่อนเคลื่อนตัวผ่านบริเวณทะเลเหนือเกาะลูซอนของประเทศฟิลิปินส์เข้าสู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน และเพิ่มกำลังแรงสูงสุดเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับที่ 1
ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 แล้วลดระดับกลับลงเป็นพายุโซนร้อนอีกครั้งในช่วงเที่ยง
หลังจากนั้นได้เคลื่อนขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันเดียวกัน
จากนั้นพายุได้เคลื่อนตัวลงสู่อ่าวตังเกี๋ย และเคลื่อนขึ้นฝั่งอีกครั้งบริเวณเมืองท้ายบิ่ญ ซึ่งอยู่ทางตอนบนของประเทศเวียดนาม เมื่อเวลา 10.00 น.
ของวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศลาว ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2568
และเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบนของไทยและประเทศเมียนมาตอนบนในวันเดียว
กัน
พายุไต้ฝุ่น
“วิภา” และไต้ฝุ่น “ยางิ”
เมื่อเปรียบเทียบความรุนแรงของพายุไต้ฝุ่น “วิภา” กับพายุไต้ฝุ่น “ยางิ”
ที่เคลื่อนเข้ามาสลายตัวบริเวณประเทศพม่าใกล้พื้นที่ภาคเหนือของไทยในช่วงเดือนกันยายน ปี 2567 พบว่าพายุไต้ฝุ่นยางิมีความรุนแรงกว่ามาก
โดยมีความเร็วลมสูงสุดถึง 140 น๊อต ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ไต้ฝุ่นระดับ 5 (ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น)ขณะที่พายุไต้ฝุ่นวิภามีความเร็วลมสูงสุดเพียง 65 น๊อต
จัดอยู่ในเกณฑ์ไต้ฝุ่นระดับ 2 ในด้านผลกระทบ พายุไต้ฝุ่นวิภาก่อให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมที่รุนแรงในพื้นที่จังหวัดน่าน ส่วนพายุไต้ฝุ่นยางิส่งผลกระทบ
อย่างรุนแรงต่อจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อ.แม่สาย
ร่องมรสุม หลังพายุสลายตัว
หลังจากพายุไต้ฝุ่น “วิภา” สลายตัวเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ได้เกิดร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของประเทศพม่าและภาคเหนือของไทย
เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำที่สลายตัวจากพายุไต้ฝุ่นวิภา จากนั้นแนวร่องดังกล่าวได้เลื่อนขึ้นไปพาดผ่านตอนบนของประเทศพม่า
ลาวและเวียดนามเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย และได้สลายตัวลงในช่วงวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2568
แต่ยังคงมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ต่อมาในช่วงวันที่ 27-28 กรกฎาคม 2568
ร่องความกดอากาศต่ำได้กลับมาพาดผ่านบริเวณเดิมอีกครั้ง ก่อนที่จะสลายตัวไปในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568
โดยยังคงมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ยจนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2568
ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ในช่วงเวลาเดียวกัน สภาพอากาศดังกล่าวส่งผลให้
ยังคงมีฝนตกบริเวณภาคเหนือรวมถึงบริเวณอื่นของประเทศ แม้ว่าพายุจะสลายตัวไปแล้วก็ตาม
ปริมาณฝน
อิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “วิภา” (WIPHA)
ส่งผลทำให้ด้านตะวันออกของภาคเหนือมีฝนตกหนักมากในวันที่
22 กรกฎาคม 2568 โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดน่าน เชียงราย
พะเยา
ที่มีฝนตกหนักมากเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างในหลายพื้นที่
หลังจากนั้นกลุ่มฝนตกหนักถึงหนักมากได้กระจายตัวไปทาง
ด้านตะวันตกของภาคเหนือบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง
แม่ฮ่องสอน และตาก ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2568
ต่อมาในช่วงวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2568
ปริมาณฝนลดลงอย่างมากในเกือบทุกพื้นที่
แต่ยังคงมีตกหนักเกิดขึ้นในบางพื้นที่
ก่อนที่จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงวันที่
27-29 กรกฎาคม 2568
เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
ทั้งนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวอำเภอที่มีฝนตกหนักมาก
(ปริมาณฝนเกิน 90 มิลลิเมตรต่อวัน) ประกอบด้วย
1) จังหวัดน่าน
บริเวณอำเภอเชียงกลาง ปัว สองแคว ท่าวังผา บ่อเกลือ
แม่จริม สันติสุข เมืองน่าน เวียงสา ทุ่งช้าง
เฉลิมพระเกียรติ ภูเพียง บ้านหลวง
2) จังหวัดเชียงราย
บริเวณอำเภอเวียงแก่น เทิง พญาเม็งราย ขุนตาล เวียงชัย
เมืองเชียงราย เวียงเชียงรุ้ง เชียงของ แม่สรวย ป่าแดด
แม่ฟ้าหลวง ดอยหลวง เชียงแสน
3) จังหวัดพะเยา
บริเวณอำเภอปง เชียงคำ ภูซาง จุน ภูกามยาว เชียงม่วน
ดอกคำใต้ เมืองพะเยา
4) จังหวัดเชียงใหม่
บริเวณอำเภอแม่ออน พร้าว ฝาง แม่แตง ดอยสะเก็ด
5) จังหวัดลำปาง
บริเวณอำเภอวังเหนือ
6) จังหวัดแพร่ บริเวณ
อำเภอร้องกวาง
7) จังหวัดตาก
บริเวณอำเภอแม่ระมาด แม่สอด ท่าสองยาง
โดยที่สถานีหน่วยจัดการต้นน้ำกอนฝั่งซ้าย ต.พญาแก้ว
อ.เชียงกลาง จ.น่าน
มีปริมาณฝนตกสะสมรายวันสูงที่สุดถึง 285.4 มิลลิเมตร
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568
รองลงมาคือสถานีบ้านภูเวียง ต.ภูคา อ.ปัว จ.น่าน
ปริมาณฝน 285.2 มิลลิเมตร และสถานีบ้านขุนน้ำพริก
ต.นาไร่หลวง อ.สองแคว จ.น่าน ปริมาณฝน 285.0 มิลลิเมตร
ซึ่งเกิดในวันเดียวกัน สำหรับปริมาณฝนสะสม 7 วันช่วงวันที่ 22-28 กรกฎาคม
2568 พบว่ามีปริมาณฝนสะสมสูงสุดที่สถานีบ้านหลวง ต.เมืองปาน
อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ปริมาณฝน 695 มิลลิเมตร
รองลงมาคือที่สถานีหน่วยจัดการป่าต้นน้ำน้ำหมาวหมอก
ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ปริมาณฝน 635
มิลลิเมตร และสถานีบ้านผาลาด ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก
ปริมาณฝน 618 มิลลิเมตร
พื้นที่น้ำท่วมจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม
(วิเคราะห์โดยสำนักงานพัฒนา
เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ, สทอภ.)
ฝนที่ตกหนักในหลายพื้นที่ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมเป็น
บริเวณกว้าง
ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่น้ำท่วม
โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีภูมิอากาศและสารสนเทศ
(สทอภ.) มีการรายงานพื้นที่เกิดน้ำท่วมดังนี้
1) ภาพถ่ายจากดาวเทียม
ICEYE เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568
พบพื้นที่บางส่วนของ จังหวัดน่าน ถูกน้ำท่วมทั้งสิ้น
22,032 ไร่ ประกอบด้วย อ.เวียงสา อ.ภูเพียง และ
อ.เมืองน่าน
2) ภาพถ่ายจากดาวเทียม
Sentinel-1A เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568
พบพื้นที่บางส่วนของภาคเหนือ ถูกน้ำท่วมทั้งสิ้น
404,088 ไร่ ประกอบด้วย จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.แพร่
จ.ลำปาง และ จ.สุโขทัย
3) ภาพถ่ายจากดาวเทียม
Sentinel-2C เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568
พบพื้นที่บางส่วนของ อ.เมืองน่าน อ.เวียงสา และ
อ.ภูเพียง จ.น่าน ถูกน้ำท่วมขังจำนวน 16,968 ไร่
4)
ภาพถ่ายจากดาวเทียมรายละเอียดสูง THEOS-2
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 บริเวณ
อ.เมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย พบพื้นที่น้ำท่วมขังกว่า
4,000 ไร่
5) ภาพถ่ายจากดาวเทียม
Pléiades (เปลยาด) เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568
บริเวณจังหวัดเชียงรายและแพร่
แสดงให้เห็นพื้นที่น้ำท่วมขังบางส่วน ริมแนวแม่น้ำกก
บริเวณ อ.เมืองเชียงราย และแม่น้ำยมบริเวณ อ.เด่นชัย
จ.แพร่ รวมพื้นที่มากกว่า 1,000 ไร่
6) ภาพถ่ายจากดาวเทียม
THEOS-1 และ THEOS-2 วันที่ 31 กรกฎาคม 2568
บริเวณ จ.สุโขทัย พบพื้นที่น้ำท่วมขัง 4 อำเภอ
รวมพื้นที่กว่า 180,000 ไร่ ประกอบด้วย อ.ศรีสำโรง
อ.เมืองสุโขทัย อ.คีรีมาส และ อ.กงไกรลาศ
ความเสียหาย
(รายงานโดยกรมป้องกันและบรรเทา
สาธารณภัย, ปภ.)
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 18.00 น.
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยจากพายุไต้ฝุ่น
"วิภา" ซึ่ง
เคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศลาวตอนบน
และภาคเหนือตอนบน ส่งผลให้ระหว่างวันที่ 21-30 กรกฎาคม
2568 มีความเสียหายเกิดขึ้น ดังนี้
• พื้นที่ได้รับผลกระทบ:
11 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย พะเยา ลำปาง
เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ เลย
รวม 70 อำเภอ 327 ตำบล 1,908 หมู่บ้าน
• ประชาชนได้รับผลกระทบ:
65,880 ครัวเรือน รวม 206,244 คน
• ผู้เสียชีวิต: 5
ราย ประกอบด้วย ชาย 3 ราย หญิง 1 ราย ที่ จ.น่าน และ
หญิง 1 ราย ที่ จ.แพร่
ณ วันที่รายงานยังคงมีสถานการณ์เกิดขึ้นและส่งผลกระทบ
ดังนี้
• พื้นที่ได้รับผลกระทบ:
5 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย แพร่ สุโขทัย ตาก รวม
23 อำเภอ 91 ตำบล 456 หมู่บ้าน
• ประชาชนได้รับผลกระทบ:
15,158 ครัวเรือน 51,792 คน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเขื่อนขนาดใหญ่
ฝนที่ตกหนักยังส่งผลทำให้มีน้ำไหลลงเขื่อนขนาดใหญ่ใน
ภาคเหนือเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วงวันที่ 22-28 กรกฎาคม
2568 เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำไหลลงเขื่อนสะสมมากที่สุดถึง
1,222 ล้านลูกบาศก์เมตร
รองลงมาคือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนที่มีน้ำไหลลงเขื่อนสะสม
425 และ 74 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ
โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ที่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนมากกว่าช่วงที่เกิดเหตุการณ์พายุ
โซนร้อนไหหม่าในเดือนมิถุนายน ปี 2554
ทั้งนี้ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนรายวันสูงสุดช่วงเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นวิภาอยู่ที่
300.42 ล้านลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2568
ในขณะที่ช่วงที่เกิดพายุโซนร้อนไหหม่ามีเพียง
214.42 ล้านลูกบาศก์เมตร
และเนื่องจากมีน้ำไหลลงเขื่อนค่อนข้างมากทำให้ต้องเพิ่มการระบายตั้งแต่ช่วงต้นเดือน
สิงหาคม โดยในช่วงวันที่ 6-20 สิงหาคม 2568
ได้เพิ่มอัตราการระบายสูงสุดไปอยู่ในช่วง 50-55
ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
แม้จะมีการระบายน้ำออกไปมากแต่หลังเกิดเหตุการณ์ปริมาณน้ำกักเก็บยังคงมีมาก
โดยเพิ่มจาก 5,950 ล้านลูกบาศก์เมตร
(อยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง) ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2568
เป็น 8,015 ล้านลูกบาศก์เมตร (อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก)
ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568
ซึ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ยังมีเขื่อนอื่นในภาคเหนือที่ได้รับอิทธิพลจากฝนตกหนักจน
ทำให้มีน้ำไหลลงเขื่อนค่อนข้างมาก
โดยเขื่อนกิ่วลมและเขื่อนกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง
ที่ก่อนเกิดเหตุการณ์มีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยแต่หลังจากเกิดเหตุการณ์
ปริมาณน้ำได้เพิ่มไปอยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง
และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนที่แต่เดิมปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยวิกฤตแต่หลังจากเกิด
เหตุการณ์ปริมาณน้ำได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย




ช่วงเวลาที่เกิดพายุ "คาจิกิ" และพายุ "หนองฟ้า"
พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” (KAJIKI) เริ่มก่อตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำที่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2568 หลังจากนั้นได้เคลื่อนตัวต่อเนื่องไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือแล้วทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันและพายุโซนร้อนในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ก่อนเคลื่อนตัวผ่านเกาะลูซอนลงทะเลจีนใต้ในวันเดียวกัน ต่อมาได้เพิ่มกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่น ระดับที่ 1 และ 2 ในวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ขณะเคลื่อนตัวอยู่เหนือทะเลนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะไหหลำ แล้วลดกำลังลงเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับ 1 อีกครั้งในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 พร้อมเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณตอนล่างของเมืองวิญ ประเทศเวียดนาม ในวันเดียวกัน จากนั้นได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนแล้วเคลื่อนตัวปกคุลมบริเวณแขวงบอลิคำไซ ไซยสมบูรณ์ ประเทศลาว ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 แล้วอ่อนกำลังลงต่อเนื่องเป็นพายุดีเปรสชันขณะเคลื่อนตัวอยู่บริเวณแขวงไชยะบุรี ประเทศลาว ก่อนสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณจังหวัดน่านในวันเดียวกัน หลังจากนั้นได้เคลื่อนเข้าปกคลุมตอนบนของประเทศเมียนมา ในวันที่ 27 สิงหาคม 2568
หลังจากพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ได้สลายตัวไป ได้มีพายุก่อตัวขึ้นใหม่อีก 1 ลูก ชื่อว่า “หนองฟ้า” (NONGFA) ที่ก่อตัวขึ้นเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณตอนกลางของทะเลจีนใต้ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 หลังจากนั้นได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันในวันที่ 28 สิงหาคม 2568 แล้วทวีกำลังแรงขึ้นต่อเนื่องเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ขณะเคลื่อนตัวอยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะไหหลำ ซึ่งต่อมาได้เคลื่อนผ่านตอนกลางของประเทศเวียดนามเข้าสู่ประเทศลาวพร้อมอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันในช่วงเย็นของวันเดียวกัน จากนั้นได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่างของไทยในวันที่ 31 สิงหาคม 2568
หย่อมควากดอากาศต่ำ ร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
วันที่ 23 สิงหาคม 2568 มีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยทำให้มีฝนตกในบริเวณดังกล่าวรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ประกอบกับในช่วงเวลาเดียวกันพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ได้เคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์เข้ามายังทะเลจีนใต้ และเคลื่อนเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ยในช่วงวันที่ 24-25 สิงหาคม 2568 แล้วเพิ่มกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่น และได้มีร่องมรสุมเกิดมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่พายุดังกล่าว ต่อมาในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 พายุคาจิกิได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศเวียดนามแล้วสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำและทำให้เกิดร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกครั้งในช่วงวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ซึ่งในเวลาเดียวกันได้เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ใกล้ชายฝั่งประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งในวันต่อมาได้มีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำดังกล่าว ก่อนที่จะเพิ่มกำลังแรงเป็นพายุดีเปรสชัน “หนองฟ้า” ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 และยังคงมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่พายุ “หนองฟ้า” ที่ได้เพิ่มกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ก่อนที่จะสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 แต่ยังคงมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่องออกไปอีกอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนกันยายน 2568 นอกจากนี้อิทธิพลของพายุทั้งสองลูกยังส่งผลทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ซึ่งทำให้บริเวณด้านตะวันตกของภาคใต้และภาคตะวันออกมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น
ปริมาณฝน
ช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2568 มีฝนตกหนักเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยทั้งจากอิทธิพลของพายุ ร่องมรสุมที่พาดผ่านตอนบนของประเทศ รวมถึงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งช่วงที่เกิดฝนตกหนัก ดังนี้
1) ช่วงวันที่ 21-24 สิงหาคม 2568 ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นกระจายตัวในทุกภาคของประเทศ
2) ช่วงวันที่ 25-27 สิงหาคม 2568 อิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” (KAJIKI) รวมถึงร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเข้าสู่บริเวณที่เกิดพายุ ได้เริ่มส่งผลทำให้มีฝนตกมากขึ้นในบางพื้นที่ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 และทำให้มีฝนตกหนักมากเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคเหนือในช่วงวันที่ 26-27 สิงหาคม 2568
3) ช่วงวันที่ 30-31 สิงหาคม 2568 พายุโซนร้อน “หนองฟ้า” (NONGFA) รวมถึงร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเข้าสู่บริเวณที่เกิดพายุ ส่งผลทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่ตอนล่างของภาคเหนือของไทย
4) ช่วงวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ถึงช่วงต้นเดือนกันยายน 268 เกิดฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุที่ทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ด้านรับลมของประเทศทั้งภาคตะวันออก และด้านตะวันตกของภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นกระจายตัวในหลายพื้นที่
ทั้งนี้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบโดยตรง มีจังหวัดที่เกิดฝนตกหนักมาก (ปริมาณฝนเกิน 90 มิลลิเมตรต่อวัน) ประกอบด้วย
• ภาคเหนือ 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย อุตรดิตถ์ สุโขทัย น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลำปาง กำแพงเพชร ตาก ลำพูน
• ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร หนองคาย เลย ขอนแก่น สกลนคร หนองบัวลำภู นครราชสีมา
โดยที่สถานีบ้านดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ มีปริมาณฝนสูงสุดถึง 240 มิลลิเมตร ในวันที่ 8 กันยายน 2568 รองลงมาคือที่สถานีบ้านโป่งตะแบก ต.พุทธบาท อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ปริมาณฝนสะสม 217 มิลลิเมตร ในวันที่ 27 สิงหาคม 2568 สำหรับปริมาณฝนสะสม 7 วัน (ช่วงวันที่ 25-31 สิงหาคม 2568) ที่สถานีบ้านโป่งตะแบก มีปริมาณฝนมากที่สุดเช่นกัน โดยมีปริมาณฝนสะสม 661.5 มิลลิเมตร รองลงมาคือที่สถานีบ้านท่าข้าม ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ปริมาณฝนสะสม 446.5 มิลลิเมตร
พื้นที่น้ำท่วมจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม
(วิเคราะห์โดยสำนักงานพัฒนา เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ, สทอภ.)
จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมในช่วงวันที่ 23 สิงหาคม ถึง 8 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากทั้งพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” และพายุโซนร้อน “หนองฟ้า” ดาวเทียมตรวจพบพื้นที่ถูกน้ำท่วมถึง 1.77 ล้านไร่ ใน 31 จังหวัด ประกอบด้วย
1) ภาคเหนือ 11 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เพชรบูรณ์ เชียงราย อุตรดิตถ์ พะเยา น่าน ตาก แพร่ เชียงใหม่
2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ นครพนม สกลนคร อุดรธานี หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด หนองคาย กาฬสินธุ์ ยโสธร ขอนแก่น อำนาจเจริญ บึงกาฬ อุบลราชธานี ชัยภูมิ มุกดาหาร มหาสารคาม เลย ศรีสะเกษ
3) ภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง
โดยที่จังหวัดพิษณุโลกมีพื้นที่ถูกน้ำท่วมมากที่สุด 227,736 ไร่ รองลงมาคือจังหวัดสุโขทัยและพิจิตร ที่มีพื้นที่ถูกน้ำท่วม 214,510 และ 204,766 ไร่ ตามลำดับ
ความเสียหาย
(รายงานโดยกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย, ปภ.)
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รายงานความเสียหายจากอุทกภัย เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 เวลา 18.00 น. ประกอบด้วย
1.ความเสียหายจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ”
พื้นที่ได้รับผลกระทบ: เกิดอุทกภัยและดินสไลด์ใน 14 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก เลย นครพนม รวม 40 อำเภอ 114 ตำบล 377 หมู่บ้าน
ประชาชนได้รับผลกระทบ: 9,531 ครัวเรือน 40,224 คน
ผู้เสียชีวิต: 10 ราย ประกอบด้วย ที่จังหวัดเชียงใหม่ 8 ราย สาเหตุดินสไลด์ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2 ราย สาเหตุจมน้ำ
ผู้ได้รับบาดเจ็บ: 15 ราย ที่จังหวัดเชียงใหม่ สาเหตุดินสไลด์
ผู้สูญหาย: 3 ราย ที่จังหวัดเชียงใหม่ 2 ราย สาเหตุดินสไลด์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 1 ราย สาเหตุน้ำพัดพา
ณ วันที่รายงาน ยังคงมีสถานการณ์และผลกระทบเกิดขึ้น ดังนี้
พื้นที่ได้รับผลกระทบ: 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย พิษณุโลก รวม 10 อำเภอ 27 ตำบล 104 หมู่บ้าน
ประชาชนได้รับผลกระทบ: 2,979 ครัวเรือน 11,875 คน
2.ความเสียหายจากอิทธิพลพายุโซนร้อน “หนองฟ้า”
พื้นที่ได้รับผลกระทบ: เกิดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู ขอนแก่น ภูเก็ต ระนอง ชุมพร รวม 29 อำเภอ 85 ตำบล 264 หมู่บ้าน
ประชาชนได้รับผลกระทบ: 9,363 ครัวเรือน 34,173 คน
ผู้ได้รับบาดเจ็บ: ไม่มี
ผู้เสียชีวิต: ไม่มี
ณ วันที่รายงานยังคงมีสถานการณ์และผลกระทบเกิดขึ้น ดังนี้
พื้นที่ได้รับผลกระทบ: 9 จังหวัด ประกอบด้วย ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู ขอนแก่น ระนอง ชุมพร รวม 27 อำเภอ 83 ตำบล 262 หมู่บ้าน
ประชาชนได้รับผลกระทบ: 9,363 ครัวเรือน 34,173 คน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเขื่อนขนาดใหญ่
ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นส่งผลทำให้เขื่อนขนาดใหญ่มีน้ำไหลลงเขื่อนเพิ่มมากขึ้น โดยช่วงวันที่ 26 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน 2568 ภาคเหนือมีน้ำไหลลงเขื่อนรวมกัน 1,488 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 577 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ เขื่อนที่มีน้ำไหลลงสะสมเกิน 100 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ประกอบด้วย
• เขื่อนภูมิพล 597 ล้านลูกบาศก์เมตร
• เขื่อนสิริกิติ์ 594 ล้านลูกบาศก์เมตร
• เขื่อนวชิราลงกรณ 319 ล้านลูกบาศก์เมตร
• เขื่อนลำปาว 225 ล้านลูกบาศก์เมตร
• เขื่อนอุบลรัตน์ 171 ล้านลูกบาศก์เมตร
• เขื่อนศรีนครินทร์ 166 ล้านลูกบาศก์เมตร
• เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 115 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุการณ์ (วันที่ 22 สิงหาคม 2568) เขื่อนขนาดใหญ่ทั้งประเทศมีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกัน 47,852 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 67.47% ของความจุเขื่อน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” และพายุโซนร้อน “หนองฟ้า” ปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นเป็น 53,196 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 75% ของความจุเขื่อน ยังคงอยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง แต่เกิดน้ำล้นที่เขื่อนแม่มอก จ.ลำปาง รวมทั้งมีเขื่อนที่มีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในเกณฑ์น้ำมากเพิ่มขึ้นเป็น 4 เขื่อน คือ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนบางพระ จากเดิมที่มีเขื่อนสิริกิติ์เพียงเขื่อนเดียว
โดยในช่วงที่เขื่อนสิริกิติ์ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” และพายุโซนร้อน “หนองฟ้า” ระยะเวลา 7 วัน (ช่วงวันที่ 26 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน 2568) มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนเพียง 594 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น โดยมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนรายวันสูงสุด 140.56 ล้านลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ซึ่งน้อยกว่าช่วงที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภาอยู่ค่อนข้างมาก ที่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนรายวันสูงสุดถึง 300.42 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกิดในช่วงเวลาเพียง 5 วัน แต่มีน้ำไหลลงเขื่อนสะสมถึง 122 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับเขื่อนแม่มอก มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนมากถึง 36.34 ล้านลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 1 กันยายน 2568 ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และเริ่มเกิดสถานการณ์น้ำล้นเขื่อนตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นสถานการณ์น้ำล้นเขื่อนที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีตตั้งแต่มีการสร้างเขื่อน




หาดใหญ่...เมืองเศรษฐกิจสำคัญที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ปลายน้ำ
เมื่อพูดถึงอุทกภัยครั้งใหญ่ครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะ “อำเภอหาดใหญ่” มักถูกกล่าวถึงเป็นลำดับต้น ๆ เสมอ เพราะเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณปลายน้ำของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาที่มักเกิดอุทกภัยในรูปแบบน้ำหลากที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรับมือได้ยากเมื่อมีฝนตกหนักเกิดขึ้นในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูมรสุมของภาคใต้
ปีนี้...น้ำท่วมรุนแรงที่สุด
ทั้งนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปี 2543 และ 2553 มักถูกยกขึ้นมาพูดถึงมากที่สุด เนื่องจากความรุนแรงของฝนและน้ำหลากที่ส่งผลกระทบลุกลามไปทั่วเมืองในระยะเวลาอันสั้น แต่กลับสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล เนื่องจากเป็นน้ำหลากในย่านเศรษฐกิจใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ ระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหาย การสัญจรถูกตัดขาด สถานการณ์ภัยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างยาวนาน
เดือนพฤศจิกายน ปี 2568 ในครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่หาดใหญ่ต้องประสบกับอุทกภัยรุนแรงอีกครั้ง โดยยังคงประสบภัยในรูปแบบเดิมคือ “เกิดขึ้นเร็ว รับมือไม่ทัน ความเสียหายมหาศาล ใช้เวลานานในการฟื้นฟู” และถือเป็นอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับปี 2543 และ 2553
พื้นที่ได้รับผลกระทบ
จากการรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568
ซึ่งเป็นการสรุปสถานการณ์อุทกภัยในช่วงวันที่ 17-30 พฤศจิกายน 2568 รายละเอียดดังนี้
พื้นที่ได้รับผลกระทบ : 12 จังหวัด ประกอบด้วย ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช
ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา รวมทั้งสิ้น 117 อำเภอ 778 ตำบล 5,938 หมู่บ้าน
ประชาชนได้รับผลกระทบ : 1,514,895 ครัวเรือน 3,901,155 คน
ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568
ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ : 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวม 81 อำเภอ 522 ตำบล 3,504 หมู่บ้าน
ประชาชนยังคงได้รับผลกระทบ : มากถึง 1,108,031 ครัวเรือน 2,789,684 คน
ผู้เสียชีวิต : 169 ราย ประกอบด้วย นครศรีธรรมราช 10 ราย ตรัง 3 ราย ปัตตานี 9 ราย ยะลา 5 ราย พัทลุง 4 ราย สตูล 3 ราย สงขลา 131 ราย นราธิวาส 4 ราย
พื้นที่น้ำท่วม น้ำล้นตลิ่ง
ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นพื้นที่ถูกน้ำท่วมที่เกิดขึ้นมีมากถึง 825,365 ไร่ ใน 9 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล ตรัง รวม 91 อำเภอ 527 ตำบล พื้นที่น้ำท่วมส่วนใหญ่เกิดขึ้นทางด้านตะวันออกของภาค โดยจังหวัดสงขลามีพื้นที่น้ำท่วมากที่สุดถึง 331,821 ไร่ รองลงมาคือจังหวัดปัตตานี 139,099 ไร่ และนครศรีธรรมราช 132,629 ไร่
ในส่วนของจังหวัดสงขลา จากการตรวจวัดระดับน้ำบริเวณคลองอู่ตะเภาที่บ้านหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พบน้ำล้นตลิ่งต่อเนื่องยาวนานถึง 4 วัน 17 ชั่วโมง ในช่วงวันที่ 23-27 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งหากเทียบระดับน้ำท่วมสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นที่หาดใหญ่ในปี 2543 และ 2553 พบว่าในครั้งนี้มีระดับน้ำท่วมสูงที่สุดถึง 9.97 เมตร รทก. ส่วนที่บริเวณคลองหวะที่บ้านคลองหวะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เกิดน้ำท่วมต่อเนื่องยาวนานถึง 5 วัน 14 ชั่วโมง ในช่วงวันที่ 21-27 พฤศจิกายน 2568 นอกจากนี้บริเวณคลองอู่ตะเภาที่บ้านบางศาลา อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา มีเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องถึง 5 วัน 18 ชั่วโมง อีกทั้งที่บ้านม่วงก็อง อ.สะเดา จ.สงขลา เกิดน้ำล้นตลิ่งยาวนานถึง 5 วัน 11 ชั่วโมง
นอกจากนี้ยังมีลำน้ำอื่น ๆ ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่เกิดน้ำล้นตลิ่ง ประกอบด้วย
- แม่น้ำตาปี คลองสินปุน คลองอิปัน คลองท่าชนะ บริเวณ จ.สุราษฎร์ธานี
- คลองท่าดี คลองปากนคร คลองวังเคียน คลองเสาธง จ.นครศรีธรรมราช
- คลองเทพา คลองอู่ตะเภา ทะเลสาบสงขลา คลองปากรอ คลองระโนด คลองปากแตระ คลองหวะ คลองต่ำ คลองรัตภูมิ คลองบางกล่ำ คลองเล็ก คลองนาทวี บริเวณ จ.สงขลา
- คลองใหญ่ คลองคุ้ง คลองท่าแค คลองปากประ คลองลำปำ คลองอ้ายโต คลองลำสิน ทะเลหลวง บริเวณ จ.พัทลุง
- แม่น้ำปัตตานี บริเวณ จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา
- แม่น้ำสายบุรี คลองสุหงาบารู บริเวณ จ.นราธิวาส
- แม่น้ำตรัง คลองปะเหลียน คลองบางน้อย คลองยวนปลา บริเวณ จ.ตรัง
- คลองดุสน คลองน้ำพระ คลองละงู บริเวณ จ.สตูล
- คลองลำโลน บริเวณ อ.ควนกาหลง จ.สตูล
ข้อเท็จจริงและสาเหตุของการเกิดอุทกภัย
1. สภาวะอากาศ
1.1 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
ช่วงปลายปี มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้และทะเลอันดามัน เป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเหตุการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ ลมมรสุมมีกำลังค่อนข้างแรงโดยเฉพาะในช่วงวันที่ 17-30 พฤศจิกายน 2568
1.2 หย่อมความกดอากาศต่ำและร่องมรสุม
เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในครั้งนี้ หย่อมความกดอากาศต่ำเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้เกิดฝนตกหนักเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยมีลักษณะการเกิดขึ้นเรียงตัวกันเป็นแนวจากมหาสมุทรอินเดีย ทะเลอันดามันตอนล่าง ประเทศมาเลเซีย อ่าวไทยและทะเลจีนใต้ตอนล่าง โดยเริ่มเกิดขึ้นเรียงตัวกันตั้งแต่วันที่ 15-25 พฤจิกายน 2568 โดยเฉพาะช่วงวันที่ 18-23 พฤศจิกายน 2568 ที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวปกคลุมอยู่บริเวณภาคใต้ตอนล่างและประเทศมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝนตกแช่บริเวณภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย ซึ่งภายหลังเกิดเป็นร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนล่างในช่วงวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งต่อมาร่องมรสุมได้สลายตัวไป แต่กลับยังคงมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมต่อเนื่องอยู่บริเวณตอนบนของเกาะสุมาตรา
1.3 พายุหมุนเขตร้อน
หนึ่งในหย่อมความกดอากาศต่ำที่เคลื่อนตัวอยู่คลุมอยู่บริเวณภาคใต้ตอนล่างของไทยและประเทศมาเลเซียอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ได้ทวีกำลังแรงเป็นพายุดีเปรสชันและยกระดับเป็นพายุไซโคลน “ซินยาร์” ( SENYAR) ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งการเคลื่อนที่ปกคลุมอยู่บริเวณเดิมเป็นระยะเวลานานในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก และตกแช่อยู่เป็นเวลานานหลายวันในพื้นที่ตอนล่างของภาคใต้ อีกทั้งหลังจากเคลื่อนลงสู่อ่าวไทย พายุได้เคลื่อนตัวต่อเนื่องไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและได้เกิดปรากฎการณ์ “ฟูจิวารา” (Fujiwara Effect) กับพายุไต้ฝุ่น “โคโตะ” (KOTO) ซึ่งเคลื่อนตัวอยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ส่งผลให้สภาวะอากาศบริเวณทะเลจีนใต้และพื้นที่ใกล้เคียงมีความแปรปรวนค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ อิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้และทะเลอันดามันตลอดช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนพฤศจิกายน 2568 ประกอบกับในเวลาเดียวกัน อิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่เกิดขึ้นเรียงตัวกันเป็นแนวจากทะเลอันดามัน ช่องแคบมะละกา แหลมมาลายู และอ่าวไทยตอนล่าง ได้ส่งผลทำให้เกิดแนวปะทะของลมในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 19-25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดฝนตกหนักและตกแช่เป็นเวลานานหลายวันในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างของไทย
2. ปริมาณฝน
2.1 ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันในพื้นที่เดิม
ในช่วง 8-10 วัน ระหว่างวันที่ 17-26 พฤศจิกายน 2568 ฝนตกหนักถึงหนักมากที่เกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นซ้ำในบริเวณเดิม และเป็นปริมาณฝนที่อยู่ในเกณฑ์หนักมาก โดยปริมาณฝนสะสม 10 วันในช่วงเกิดเหตุการณ์ (17-20 พฤศจิกายน 2568) ที่ ต.เทพา อ.เทพา จ.สงขลา มีปริมาณฝนสะสมสูงสุดถึง 1,705 มิลลิเมตร รองลงมาคือที่ ต.บ้านนา อ.จะนะ จ.สงขลา ปริมาณฝน 1,534 มิลลิเมตร และที่ ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ปริมาณฝน 1,506.5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขปริมาณฝนสะสมเพียง 10 วัน ที่ใกล้เคียงกับครึ่งหนึ่งของปริมาณฝนสะสมทั้งปี และจังหวัดที่มีการตรวจวัดปริมาณฝนสะสม 10 วันในพื้นที่ได้เกิน 1,000 มิลลิเมตร มีถึง 7 จังหวัด ได้แก่ สงขลา พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี นครศรีธรรมราช ยะลา และสตูล ซึ่งการมีฝนตกหนักซ้ำที่เดิมเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลทำให้ดินอิ่มตัว ศักยภาพในการซึมผ่านลดลง ส่งผลทำให้มวลน้ำที่ไหลเข้าท่วมมีปริมาณมาก
2.2 ฝนตกในทุกพื้นที่ต้นน้ำที่ไหลลงสู่เมือง
เหตุการณ์ฝนตกที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเกิดขึ้นครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ เกือบทุกเส้นทางน้ำที่ไหลลงสู่ อ.หาดใหญ่ ทั้งน้ำที่ไหลมาจากคลองวาด คลองต่ำ คลองหวะ เขาคอหงส์ รวมถึงน้ำจาก อ.สะเดา ที่ไหลผ่านคลองอู่ตะเภาเข้าสู่เมืองสงขลาและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในครั้งนี้ ซึ่งเหตุการณ์ฝนตกที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าเกิดขึ้นเกือบจะพร้อมกัน เนื่องจากเหตุการณ์ก่อนหน้ายังไม่ทันคลี่คลาย เหตุการณ์ต่อมาก็เกิดขึ้นซ้ำ โดยมีลำดับการเกิดฝนตกหนักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช และทำให้มีน้ำไหลลงสู่ทะเลหลวง ส่งผลทำให้การระบายน้ำบริเวณทะเลสาบสงขลาค่อนข้างทำได้ช้า ต่อมาในวันที่ 21พฤศจิกายน 2568 มีฝนตกหนักที่เขาคอหงส์ ทำให้มีน้ำไหลจากเขาอย่างรวดเร็วเข้าท่วมเทศบาลนครหาดใหญ่ แล้วต่อด้วยมวลน้ำจาก อ.นาหม่อม ไหลลงสู่คลองหวะ เข้าท่วมเทศบาลนครหาดใหญ่อีกระรอก ในช่วงวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งในช่วงเวลานี้ระดับน้ำได้ลดลงเล็กน้อย จนทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจผิดคิดว่าน้ำจะลดลงแล้ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 กลับมีมวลน้ำมหาศาลไหลมาจาก อ.รัตภูมิ และ อ.สะเดา ผ่านคลองอู่ตะเภาเข้าสู่ อ.หาดใหญ่ อย่างรวดเร็ว ทำให้รับมือไม่ทันนำมาซึ่งความเสียหายอย่างมหาศาล
3. สภาพพื้นที่และโครงสร้างน้ำ
3.1 ลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ
อ.หาดใหญ่ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะ ทำให้ต้องรับน้ำจากหลายทิศทาง ประกอบกับเป็นการไหลลงของน้ำจากพื้นที่ค่อนข้างชัน เนื่องจากเป็นภูเขาและพื้นที่ลาดเอียง เมื่อเกิดฝนตกหนักจึงทำให้น้ำไหลลงสู่พื้นที่ราบอย่างรวดเร็ว
3.2 พื้นที่เมืองเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ
พื้นที่ราบตอนกลางและตอนล่างเป็นเขตเมืองมีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น ทำให้น้ำขาดศักยภาพในการซึมลงดิน น้ำส่วนใหญ่จึงไหลลงและเกิดการขังอยู่ในตัวเมืองค่อนข้างง่าย ประกอบกับเมืองหาดใหญ่คือย่านเศรษฐกิจเมื่อเกิดน้ำท่วมจึงทำให้มีมูลค่าความเสียหายค่อนข้างสูง
3.3 เกิดคอขวดการไหลของมวลน้ำ
เส้นทางหลักที่น้ำไหลเข้าตัวเมืองหาดใหญ่อยู่หลายเส้นทาง แต่มีเส้นทางระบายออกหลักเพียง 2 ทางเท่านั้น คือ การระบายผ่านคลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภา ที่มีความสามารถในการระบายออกสูงสุดเพียง 1,721 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่านั้น จึงทำให้ระบายน้ำไม่ทันและเกิดน้ำท่วมสูงในตัวเมืองเป็นเวลานาน ซึ่งในเหตุการณ์ครั้งนี้ เฉพาะน้ำที่ไหลมาจาก อ.สะเดา ในเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งที่ 2 มีอัตราการไหลผ่านสูงสุดมากกว่า 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
3.4 ระดับน้ำในทะเลสาบสงขลาและระดับน้ำทะเล
ในช่วงวันที่ 20-27 พฤศจิกายน 2568 อิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศต่ำและร่องมรสุม ส่งผลทำให้ระดับน้ำทะเลยกตัวขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำจากทะเลหลวงผ่านคลองระโนดออกสู่ทะเล รวมถึงการระบายน้ำออกจากทะเลสาบสงขลาออกสู่ทะเล
4. การบริหารจัดการน้ำ
ก่อนเกิดเหตุการณ์ : ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีข้อมูล” แต่คือ ไม่มีระบบจัดการข้อมูล การตัดสินใจ การสื่อสาร และการเตรียมพร้อมเชิงปฏิบัติการแบบบูรณาการ ส่งผลทำให้เกิดปัญหาขึ้นหลายด้าน เช่น ขาดการวางแผนและการใช้ข้อมูล การบริหารจัดการและโครงสร้างองค์กร การสื่อสารและการเตือนภัย การประสานงานและข้อมูลสาธารณะ แผนอพยพและความพร้อมของชุมชน การจัดการทรัพยากรและกลุ่มเปราะบาง และช่องทางการช่วยเหลือ เป็นต้น
ระหว่างเกิดเหตุการณ์ : ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีคนช่วย” แต่เป็นปัญหาจากการ
ไม่มีศูนย์บัญชาการ ไม่มีโครงสร้างข้อมูลกลาง ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ และไม่มีการสั่งการเชิงระบบ จึงนำมาซึ่งปัญหามากมาย เช่น ความสับสนด้านข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือไม่ได้ ความโกลาหลและการใช้ทรัพยากรอย่างไร้ทิศทาง เป็นต้น
หลังเกิดเหตุการณ์ : ต้องถอดบทเรียนเพื่อเตรียมการณ์ให้พร้อมรับมือ หากเกิดวิกฤตอีกครั้ง การเตรียมรับมือวิกฤตที่ดี ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ต้องลงทุนล่วงหน้าใน คน ระบบข้อมูล แพลตฟอร์ม การฝึกซ้อม และต้องมีขั้นตอนการดำเนินงานที่เป็นมาตรฐาน ( SOP : Standard Operating Procedures) แบบบูรณาการ




แม้ภาพเหตุการณ์น้ำท่วมโดยรวมของปี 2568 ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางจะดูรุนแรงน้อยกว่าปี 2554 แต่กลับมีบางข้อเท็จจริงที่ทำให้เห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นมีมากกว่า ทั้งปริมาณมวลน้ำ พื้นที่ถูกน้ำท่วม ความยาวนานของการเกิดน้ำท่วม รวมถึงความเสียหายที่เกิด ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เกิดกระจุกตัวอยู่บริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 โดยอำเภอที่มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ประกอบด้วย อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางบาล อ.บางไทร อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางปะอิน อ.บางปะหัน อ.บางซ้าย อ.บ้านแพรก อ.ลาดบัวหลวง อ.มหาราช อ.นครหลวง รวมทั้งสิ้น 12 อำเภอ 145 ตำบล 946 หมู่บ้าน 65,238 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตจำนวน 20 ราย ที่ อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางบาล อ.บางไทร และ อ.พระนครศรีอยุธยา มีสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหาย ประกอบด้วย มัสยิด 2 แห่ง ถนนในหมู่บ้าน 58 สาย สถานที่ราชการ 8 แห่ง โรงเรียน 33 แห่ง วัด 38 แห่ง
ทั้งนี้ ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมตลอดช่วงฤดูฝน ชี้ให้เห็นว่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีพื้นที่ถูกน้ำท่วมเกือบ 800,000 ไร่ เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมมากที่สุดถึง 781,921 ไร่ โดยอำเภอที่ตั้งอยู่ริมน้ำได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก ได้แก่ อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางบาล อ.บางไทร อ.บางปะอิน และ อ.พระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับผลกระทบหนักเนื่องจากมีน้ำท่วมยาวนานต่อเนื่องหลายเดือน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำบริเวณอำเภอเสนาที่เริ่มมีน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568
ข้อเท็จจริงและสาเหตุของการเกิดอุทกภัย
1. การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท
สาเหตุหลักของการเกิดน้ำท่วมบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเกิดจากการปรับเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนอย่างต่อเนื่องเพื่อบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยาตอนบน ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองสาขาต่าง ๆ เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมในหลายพื้นที่ ทั้งนี้เขื่อนเจ้าพระยาเริ่มระบายน้ำมากกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นอัตราการระบายที่ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำ ซึ่งจากตารางเกณฑ์การระบายน้ำของกรมชลประทาน เมื่อระบายน้ำตั้งแต่ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีขึ้นไปจะทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งบริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาลและชุมชนแม่น้ำน้อยบริเวณ ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา
ต่อมาในช่วงวันที่ 13 กันยายน 2568 มีการระบายน้ำมากกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นมากกว่า 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงวันที่ 18-25 กันยายน 2568 และช่วงวันที่ 29 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 หลังจากนั้นได้ระบายเพิ่มขึ้นมากกว่า 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงวันที่ 3-8 ตุลาคม 2568 และ 17-27 ตุลาคม 2568
ซึ่งถึงแม้จะเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนแล้ว แต่เขื่อนเจ้าพระยากลับยังคงระบายน้ำเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก และมีการระบายมากกว่าศักยภาพการระบายสูงสุดของประตูระบายน้ำในช่วงวันที่ 9-17 พฤศจิกายน 2568 โดยมีอัตราการระบายสูงสุดที่ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 อีกทั้งตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน ถึงสิ้นปี ปริมาณน้ำที่ระบายออกไปในแต่ละวันเป็นปริมาณน้ำระบายมากกว่าปี 2538 2549 และ 2554 อยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งถือเป็นการระบายน้ำที่ค่อนข้างผิดปกติกจากที่เคยเป็น
นอกจากนี้ เขื่อนพระรามหก อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา มีการระบายน้ำมากผิดปกติ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 เช่นกัน และเป็นปริมาณน้ำที่ระบายมากกว่าปี 2538 2549 2554 อยู่ค่อนข้างมาก หากเทียบกับข้อมูลในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งการระบายน้ำของเขื่อนจะทำให้มวลน้ำไหลผ่านแม่น้ำป่าสักมุ่งตรงเข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
อีกทั้ง ปตร.บรมธาตุ อ.เมืองชัยนาท ได้มีการเพิ่มอัตราการระบายน้ำในช่วงต้นเดือนจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 เช่นเดียวกัน ซึ่งการผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่แม่น้ำน้อยผ่าน ปตร.บรมธาตุ มวลน้ำจะวกกลับเข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่

2. การระบายน้ำแบบแนวดิ่ง
การระบายน้ำแบบแนวดิ่งผ่านแม่น้ำเจ้าพระยามุ่งลงสู่อ่าวไทยโดยตรง เป็นวิธีการที่ช่วยลดปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำได้อย่างรวดเร็ว แต่ในทางกลับกัน ความจำเป็นที่จะต้องป้องกันกรุงเทพมหานครและปริมณฑลไม่ให้ถูกน้ำท่วม ทำให้มวลน้ำถูกชะลอและเกิดการท่วมขังอยู่บริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำเพื่อป้องกันเมืองหลวง แทนที่จะกระจายน้ำเข้าทุ่งแก้มลิงเพื่อช่วยลดความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น
3. การผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ
พื้นที่ทุ่งรับน้ำหรือพื้นที่หน่วงน้ำมักถูกเลือกเป็นลำดับสุดท้าย กรณีมีปริมาณน้ำมากถึงเกณฑ์เท่านั้นจึงจะเริ่มระบายเข้าสู่ทุ่งรับน้ำได้ ซึ่งในปี 2568 เริ่มเปิดรับน้ำเข้าทุ่งในเดือนตุลาคม ซึ่งถือว่าช้าเกินไป นอกจากนี้การระบายน้ำเข้าทุ่งจะต้องรอให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวเสร็จ ซึ่งการระบายน้ำเข้าทุ่งที่ทำได้ช้าก็จะยิ่งทำให้บ้านเรือนบริเวณริมน้ำได้รับความเสียหายมากยิ่งขึ้น อีกอย่างหนึ่งคือการพิจารณาจากเงื่อนไขที่ว่าจะระบายน้ำเข้าทุ่งได้ เขื่อนเจ้าพระยาจะต้องระบายน้ำตั้งแต่ 2,500 ลบ.ม./วินาที ขึ้นไป ซึ่งด้วยเงื่อนไขนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำของ อ.เสนา อ.บางบาล และ อ.ผักไห่ มักจะได้รับผลกระทบมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือน นอกจากนี้ปัญหาเรื่องทางระบายน้ำเข้าไปสู่ทุ่งรับน้ำ เช่น ท่อลอด หรือประตูน้ำต่าง ๆ ที่มีอยู่น้อย ส่งผลให้ควบคุมน้ำได้ยาก ประกอบกับรัฐบาลไม่มีมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ไร่นาถูกระบายน้ำเข้าไป ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำออกจึงตกเป็นภาระของเกษตรกร ซึ่งการระบายน้ำระหว่างชุมชนและทุ่งรับน้ำที่ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ชาวบ้านริมแม่น้ำต้องแบกรับภาระน้ำท่วมสูงซ้ำซาก ระบบการระบายน้ำและการเปิด–ปิดประตูน้ำที่ไม่สอดประสานกันอย่างเหมาะสม ส่งผลให้บางพื้นที่ถูกน้ำท่วมหนักเกินจำเป็น
ทั้งนี้ พื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีทุ่งรับน้ำทั้งหมด 10 ทุ่ง ซึ่งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์อุทกภัยบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ละทุ่งมีปริมาณน้ำเพิ่มเข้าไปในทุ่งแตกต่างกัน ดังนี้
• ทุ่งเชียงราก จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นทุ่งที่อยู่บนสุดเมื่อเทียบกับทุ่งอื่น ๆ ทุ่งนี้มีน้ำเพิ่มเข้าไปในทุ่งค่อนข้างมากในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 หลังจากนั้นปริมาณน้ำในทุ่งจึงค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ได้เกิดเหตุการณ์ปริมาณน้ำเกินศักยภาพการรับน้ำของทุ่ง (น้ำล้นทุ่ง) 26 วัน ช่วงแรกเกิดขึ้น 11 วัน ระหว่างวันที่ 17-27 ตุลาคม 2568 และช่วงที่ 2 เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 12-26 พฤศจิกายน 2568 รวม 15 วัน
• ทุ่งบางกุ่ม บริเวณ จ.สระบุรี และ จ.พระนครศรีอยุธยา ทุ่งนี้มีน้ำเพิ่มเข้าไปในทุ่งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 และเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน แต่เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น และเป็นการรับน้ำที่ยังไม่เต็มศักยภาพของทุ่ง
• ทุ่งป่าโมก จ.พระนครศรีอยุธยา ทุ่งนี้มีน้ำไหลเข้าทุ่งเพิ่มขึ้นมากในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม 2568 แต่ยังคงเป็นการรับน้ำที่ยังไม่เต็มศักยภาพการกักเก็บน้ำของทุ่ง
• ทุ่งผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีน้ำเข้าไปในทุ่งค่อนข้างมากตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 และเกินศักยภาพการรับน้ำของทุ่งไปมากเป็นเท่าตัว ทำให้เกิดน้ำล้นทุ่งไปมากและเกิดขึ้นยาวนานถึง 83 วัน ระหว่างวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569
ทุ่งโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี เริ่มมีน้ำเข้าทุ่งค่อนข้างมากตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี และปริมาณน้ำมีมากเกินความจุของทุ่งตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน ถึง 28 ธันวาคม 2568 รวมระยะเวลา 36 วัน
• ทุ่งบางกุ้ง จ.พระนครศรีอยุธยา มีน้ำเข้าไปในทุ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนตุลาคม 2568 และเริ่มเกินศักยภาพการรับน้ำของทุ่งตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2568 รวมระยะเวลาถึง 66 วัน
• ทุ่งเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา มีน้ำเข้าไปในทุ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนตุลาคม 2568 แล้วลดลงเล็กน้อย ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นมากอีกครั้ง จนเกินความจุของทุ่งตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ถึง 18 ธันวาคม 2568 รวม 32 วัน
ส่วนทุ่งที่รับน้ำเข้าทุ่งไปได้ค่อนข้างน้อย ปริมาณน้ำยังต่ำกว่าศักยภาพการรับน้ำของทุ่งอยู่ค่อนข้างมาก มีอยู่ 3 ทุ่ง ได้แก่ 1) ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก จ.ลพบุรี 2) ทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี 3) ทุ่งบางบาล-บ้านแพน จ.พระนครศรีอยุธยา
4. สภาวะอากาศ
4.1 พายุหมุนเขตร้อน
ช่วงฤดูฝปี 2568 บริเวณตอนบนของประเทศไทยรวมถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้รับอิทธิพลจากพายุถึง 8 ลูก ซึ่งส่งผลทำให้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่
1.พายุไต้ฝุ่น “วิภา” (WIHPA) – ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568
พายุลูกนี้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศลาว และเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบนของไทยและประเทศเมียนมาตอนบนในวันที่ 23 กรกฎาคม 2568
2.พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” (KAJIKI) – ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568
0วันที่ 26 สิงหาคม 2568 พายุลูกนี้ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันขณะเคลื่อนตัวอยู่บริเวณประเทศลาว ก่อนสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณจังหวัดน่านในวันเดียวกัน ก่อนเคลื่อนเข้าปกคลุมตอนบนของประเทศเมียนมาในวันที่ 27 สิงหาคม 2568
3.พายุโซนร้อน “หนองฟ้า” (NONGFA) – ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2568
วันที่ 30 สิงหาคม 2568 พายุได้เคลื่อนผ่านตอนกลางของประเทศเวียดนามเข้าสู่ประเทศลาวพร้อมอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันในช่วงเย็นของวันเดียวกัน จากนั้นได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่างของไทยในวันที่ 31 สิงหาคม 2568
4.พายุโซนร้อน “ตาปะห์” (TAPAH) – ส่งผลกระทบโดยอ้อมในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568
พายุลูกนี้ได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนก่อนจะสลายตัวไปในวันที่ 8 กันยายน 2568 โดยส่งผลทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย มีกําลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 7-8 กันยายน 2568
5.พายุไต้ฝุ่น “รากาซา” (RAGASA) – ส่งผลกระทบโดยอ้อมในช่วงปลายเดือนกันยายน 2568
วันที่ 25 กันยายน 2568 พายุได้สลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกําลังแรงที่บริเวณประเทศเวียดนาม โดย อิทธิพลของพายุส่งผลทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กําลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกําลังแรงขึ้นซึ่งนำไปสู่ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
6.พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” (BUALOI) – ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนกันยายน 2568
วันที่ 29 กันยายน 2568 พายุได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศลาวและอ่อนกําลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกําลังแรง ก่อนเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณตอนบนของประเทศลาวและประเทศเมียนมาในวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งอิทธิพลของพายุทําให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่
7.พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” (MATMO) – ส่งผลกระทบในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2568
พายุลูกนี้ได้อ่อนกําลังลงเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 หลังจากนั้นได้เคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณเมืองหลั่งเซิน ในพื้นที่ตอนบนของประเทศเวียดนาม แล้วอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกําลังแรงปกคลุมพื้นที่ดังกล่าว ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 อิทธิพลของพายุลูกนี้ส่งผลทำให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น
8.พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) -ส่งผลกระทบในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568
พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ได้เคลื่อนเข้าสู่บริเวณ อ.สิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ในขณะที่ยังเป็นพายุดีเปรสชัน ซึ่งต่อมาได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณจังหวัดศรีสะเกษ แล้วเคลื่อนตัวต่อเนื่องผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและประเทศเมียนมาตามลำดับ
4.2 หย่อมความกดอากาศต่ำ ลมมรสุมและร่องมรสุม
ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 มีร่องมรุสมพาดผ่านประเทศไทยเป็นระยะ ๆ อีกทั้งมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ยในช่วงสิ้นเดือน ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมี กำลังปานกลาง ซึ่งลักษณะดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีฝนตกเกิดขึ้นในหลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคเหนือ
ต่อมาในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านประเทศไทยเป็นระยะ ๆ รวมทั้งมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมอยู่บริเวณอ่าวตังเกี๋ย ซึ่งส่งผลทำให้บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนเพิ่มมากขึ้น
สำหรับเดือนกันยายนไปจนถึงช่วงต้นเดือนตุลาคม 2568 บริเวณประเทศไทยมีร่องมรสุมพาดผ่านเกือบตลอดทั้งเดือน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันประเทศไทยและอ่าวไทยมีกําลังปานกลางถึงค่อนข้างแรง ประกอบกับมีพายุที่ส่งผลกระทบถึง 4 ลูก ลักษณะดังกล่าวทําให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก
เข้าสู่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยยังคงมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างในช่วงต้นเดือน ประกอบกับมีแนวพัดสอบของลม ตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคเหนือและภาคกลาง อีกทั้งมีลมตะวันออกและลม ตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคกลางตอนล่างในบางช่วง นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลจากไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ที่เคลื่อนเข้าสู่บริเวณ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568
5. ปริมาณฝน
เดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นเดือนแรกของการเข้าสู่ฤดูฝน บริเวณภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ กระจายตัวในหลายพื้นที่และในเดือนนี้พื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเริ่มเกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วม ต่างจากเดือนมิถุนายนที่ปริมาณฝนลดลงไปมาก แต่ก็กลับมามีฝนตกหนักมากอีกครั้งในพื้นที่ตอนบนของภาคเหนือในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเดือนนี้ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น ต่อมาในเดือนสิงหาคมบริเวณภาคเหนือยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ ในหลายพื้นที่ และต่อเนื่องเข้าสู่เดือนกันยายนที่มีฝนตกหนักมากกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ซึ่งทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมอย่างหนักเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ภาคกลางตลอดแนวทั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ไปจนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เกิดน้ำท่วมยาวนานต่อเนื่องมาหลายเดือน อีกทั้งในเดือนตุลาคมยังคงมีฝนตกหนักเข้ามาเติมปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ทำให้สถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลาย และเมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนที่โดยปกติแล้วแนวฝนจะเลื่อนลงสู่ภาคใต้ แต่ปีนี้กลับยังคงมีฝนตกหนักเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง จากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ส่งผลให้ยังคงมีปริมาณน้ำเข้ามาเติมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาแม้ในความเป็นจริงจะสิ้นสุดฤดูฝนไปแล้ว
6.น้ำในเขื่อน
การกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนมีค่อนข้างมากประกอบกับมีฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำทำให้เขื่อนหลักจำเป็นต้องเร่งปล่อยน้ำ แต่กลับเป็นการเร่งระบายน้ำในจังหวะที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากมีพื้นที่ท้ายน้ำที่กำลังประสบอุทกภัย ส่งผลให้มวลน้ำท่วมในพื้นที่มีเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
หากเปรียบเทียบตัวเลขปริมาณน้ำของปี 2568 กับปี 2554 2560 และ 2565 ที่ประเทศไทยมีปริมาณฝนค่อนข้างมาก จะพบว่าปี 2568 เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมทั้งปีและปริมาณน้ำระบายสะสมทั้งปี มากเป็นอันดับที่ 2 เป็นรองเพียงแค่ปี 2554 เท่านั้น อีกทั้งหากพิจารณาแยกข้อมูลเป็นรายเขื่อนจะพบว่าเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างค่อนข้างมาก เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 แม้จะเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งในเดือนพฤศจิกายนแล้ว แต่กลับยังคงมีน้ำไหลลงเขื่อนอยู่ค่อนข้างมาก หากเทียบกับปี 2554 2560 และ 2565 ที่ประเทศไทยมีปริมาณฝนค่อนข้างมาก
แต่ทั้งนี้ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนรายวันสูงสุดมีเพียง 135.89 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 25 กันยายน 2568 ซึ่งน้อยกว่าปี 2554 และ 2565 อยู่ค่อนข้างมาก แต่หากรวมปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี จะเห็นได้ว่า ปี 2568 มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมถึง 10,313.04 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นรองแค่ปี 2554 เท่านั้น โดยได้เริ่มเร่งระบายน้ำออกตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 และมีการระบายน้ำมากกว่า 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ต่อเนื่องในช่วงวันที่ 12-17 พฤศจิกายน 2568
หลังจากนั้นได้ลดการระบายลงเหลือวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ไปจนถึงสิ้นปี รวมปริมาณน้ำระบายทั้งปี 7,239.71 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากเป็นอันดับสองรองจากปี 2554 เนื่องจากปริมาณน้ำไหลเข้าค่อนข้างมากหากไม่เร่งระบายอาจทำให้น้ำล้นเขื่อนได้ ซึ่งในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ปริมาณน้ำมากเกือบถึงระดับกักเก็บปกติ (เกือบล้นเขื่อน) และเป็นปริมาณน้ำที่ใกล้เคียงกับปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกภัยในประเทศไทย
ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ 2568 เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำไหลลงค่อนข้างมากเช่นเดียวกันกับเขื่อนภูมิพล โดยปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมทั้งปีมีมากถึง 9,186.63 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นรองเพียงแค่ปี 2554 เท่านั้น แต่หากดูตัวเลขปริมาณน้ำไหลเข้ารายวันจะพบว่าระยะเวลาเพียง 1 วัน มีปริมาณน้ำไหลเข้ามากถึง 300.42 ล้านลูกบาศ์เมตร ซึ่งเกิดในวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 และเป็นปริมาณน้ำที่มากกว่าปี 2554 ค่อนข้างมาก ทำให้ต้องเร่งระบายน้ำตลอดเดือนสิงหาคมและช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนตุลาคม 2568 แต่ปริมาณระบายยังคงน้อยกว่าปี 2554 ค่อนข้างมากหากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน การระบายน้ำในช่วงเวลานี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำล้นเขื่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่าช่วงต้นเดือนตุลาคมถึงช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ปริมาณน้ำจนเกือบถึงระดับกักเก็บปกติ
7. ปริมาณน้ำในลำน้ำ
ฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบนของประเทศทั้งภาคเหนือและภาคกลางที่เกิดขึ้นตลอดช่วงฤดูฝนของปี 2568 ส่งผลทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักเพิ่มขึ้น และเกิดล้นตลิ่งเข้าท่วมในหลายพื้นที่ตลอดแนวริมน้ำ โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำน่านที่มีมวลน้ำค่อนข้างมากไหลลงพื้นที่ภาคกลางผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับมีฝนตกในพื้นที่ส่งผลทำให้แม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำค่อนข้างมากและเกิดน้ำท่วมเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่ช่วงต้นฤดู
โดยที่ค่ายจิรประวัติ อ.เมืองนครสวรรค์ ถึงแม้ปริมาณน้ำไหลผ่าน ที่มองโดยภาพรวมแล้วดูเหมือนว่าจะน้อยกว่าปี 2538 2549 และ 2554 (ปีที่เกิดอุทกภัยรุนแรง) อยู่ค่อนข้างมาก แต่จะเห็นได้ว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านค่อนข้างมากกว่าปีที่เกิดอุทกภัยรุนแรง ได้เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงสิ้นปีที่ปริมาณไหลผ่านมากกว่าอยู่ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดอยู่ที่ 3,011 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเกิดในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งน้อยกว่าปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดของปี 2538 2549 และ 2554 อยู่ค่อนข้างมาก
ส่วนที่บริเวณคลองโผงเผง อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ปริมาณน้ำไหลถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมไปจนถึงสิ้นปี และเกินศักยภาพของลำน้ำ (ล้นตลิ่ง) ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมไปจนถึงสิ้นปี โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ปริมาณน้ำไหลผ่านมากกว่าปี 2549 และ 2554 โดยมีอัตราน้ำไหลผ่านสูงสุดอยู่ที่ 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
สำหรับที่คลองบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ปริมาณน้ำเกินความจุลำน้ำเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2568 โดยมีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุด 185 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568
นอกจากนี้ยังตรวจพบสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งบริเวณ
• คลองบางหลวง ต.บางหลวงโดด อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา
• แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานธรรมจักร(วัดธรรมามูล) ต.ธรรมามูล อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา ต.ขนอนหลวง ต.บ้านกรด อ.บางปะอิน ต.โพแตง อ.บางไทร
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 2 เดือน
8. สภาพพื้นที่ โครงสร้างน้ำและการบริหารจัดการ
8.1 จังหวัดพระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ราบลุ่มต่ำ และเป็นจุดรับน้ำจากแม่น้ำหลายสาย ประกอบด้วย แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี ส่งผลทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนริมน้ำเป็นประจำเกือบทุกปี
8.2 การขยายตัวของบ่อทรายและโครงการก่อสร้างในทุ่งบางบาล ลดศักยภาพในการรับน้ำ และสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมซ้ำเติมเกษตรกร
8.3 ทางระบายน้ำเข้าไปสู่ทุ่งรับน้ำ เช่น ท่อลอด หรือประตูน้ำต่าง ๆ มีน้อย ทำให้ควบคุมน้ำได้ยาก
8.4 การบริหารจัดการน้ำควรมีส่วนร่วมจากชุมชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น
สถานการณ์น้ำท่วมปี 2568 นี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการวางแผนจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่รับน้ำท้ายเขื่อน



