เขื่อนขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศ
รายงานสถานการณ์ปริมาณน้ำเก็บกัก ปริมาณน้ำไหลเข้าและปริมาณน้ำระบายของแต่ละเขื่อนจากกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ปี 2568 เขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมรวมกันทั้งปี 56,695 ล้านลูกบาศก์เมตร มากที่สุดเมื่อเทียบกับข้อมูลย้อนหลังในรอบ 10

ปี แต่มีการระบายน้ำออกไปมากถึง 46,039 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากปี 2561 ทำให้ ณ วันสิ้นปี มีน้ำกักเก็บคงเหลือ 62,417 ล้านลูกบาศก์เมตร

หรือ 88% ของความจุเขื่อน อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก ซึ่งมากที่สุดหากเทียบกับข้อมูลย้อนหลังในรอบ 10 ปี ทั้งนี้เป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 38,878 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำกักเก็บและปริมาณน้ำใช้การได้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม                                               ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมทั้งปีและปริมาณน้ำระบายสะสมทั้งปี
   หมายเหตุ :
   1. ข้อมูลจากกรมชลประทาน
   2. เกณฑ์ปริมาณน้ำกักเก็บ >100% = เกินความจุเก็บกัก , >80-100% = น้ำมาก , > 50-80% = น้ำปานกลาง , >30-50% = น้ำน้อย , <= 30% = น้ำน้อยวิกฤต


ปี 2568 มีฝนตกมากกว่าปี 2567 ในหลายพื้นที่ ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนในภาพรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากตามไปด้วย แต่หากพิจารณาในรายภาคจะเห็นได้ว่าภาคใต้และภาคตะวันออกมีน้ำไหลลง

เขื่อนน้อยกว่าปี 2567 อยู่เล็กน้อย ทั้งนี้ในช่วงต้นปี 2568 แต่ละภาคมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลางถึงน้ำมาก ประกอบกับในระหว่างปีมีการระบายน้ำออกไปน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าในทุกภาค

ทำให้ในช่วงปลายปีแต่ละภาคยังมีน้ำกักเก็บคงเหลือในเขื่อนอยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลางถึงน้ำมากในทุกภาค รายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้


ภาคเหนือ มีปริมาณน้ำไหลลงสะสมตั้งแต่ต้นปี 23,717 ล้านลูกบาศก์เมตร มากที่สุดเมื่อเทียบกับข้อมูลย้อนหลังในรอบ 10 ปี โดยระบายออกไป 19,694 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วค่อนข้างมาก และเป็นการระบายน้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำไหลเข้า ทำให้ ณ วันสิ้นปี มีปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเป็น 23,552 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 95% ของความจุเขื่อน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก และเป็นปริมาณน้ำที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับข้อมูลย้อนหลังในรอบ 10 ปี ทั้งนี้ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 16,807 ล้านลูกบาศก์เมตร

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำไหลลงสะสมตั้งแต่ต้นปี 11,109 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วค่อนข้างมาก มีการระบายออกไป 8,116 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเล็กน้อย และเป็นการระบายน้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำไหลเข้า โดย ณ วันสิ้นปี มีปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นจาก

ที่แล้วเป็น 6,960 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 83% ของความจุเขื่อน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้มาก โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 5,307 ล้านลูกบาศก์เมตร

ภาคกลาง มีปริมาณน้ำไหลลงสะสมตั้งแต่ต้นปี 14,966 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วค่อนข้างมาก มีการระบายออกไป 11,892 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเล็กน้อย และเป็นการระบายน้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำไหลเข้า ซึ่ง ณ วันสิ้นปี มีปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเล็กน้อยโดยมีน้ำกักเก็บคงเหลือ 24,595 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 88% ของความจุเขื่อน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 11,258 ล้านลูกบาศก์เมตร

ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำไหลลงสะสมตั้งแต่ต้นปี 1,419 ล้านลูกบาศก์เมตร ลดลงจากปีที่แล้วเล็กน้อย มีการระบายออกไป

1,390 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วเล็กน้อย และเป็นการระบายน้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำไหลเข้า ซึ่ง ณ วันสิ้นปี มีปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเป็น 1,106 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 73% ของความจุเขื่อน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 1,011 ล้านลูกบาศก์เมตร

ภาคใต้ มีปริมาณน้ำไหลลงสะสมตั้งแต่ต้นปี 5,484 ล้านลูกบาศก์เมตร ลดลงจากปีที่แล้วเล็กน้อย มีการระบายออกไป 4,946 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วเล็กน้อย และเป็นการระบายน้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำไหลเข้า ซึ่ง ณ วันสิ้นปี มีปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นเป็น 6,205 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 76% ของความจุเขื่อน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 4,495 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำไหลลงสะสมทั้งปี

ปริมาณน้ำระบายสะสมทั้งปี

ปริมาณน้ำกักเก็บ ณ วันสิ้นปี


ปริมาณน้ำใช้การได้ ณ วันสิ้นปี



หมายเหตุ :
  • ใช้ข้อมูลเขื่อนขนาดใหญ่รายงานโดยกรมชลประทาน
  • ภาคเหนือมีเขื่อนขนาดใหญ่ 8 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนแม่งัด จ.เชียงใหม่ เขื่อนกิ่วลม จ.ลำปาง เขื่อนแม่กวง จ.เชียงใหม่ เขื่อนกิ่วคอหมา จ.ลำปาง เขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก และเขื่อนแม่มอก จ.ลำปาง
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเขื่อนขนาดใหญ่ 12 แห่ง ได้แก่ เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ เขื่อนมูลบน จ.นครราชสีมา เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร และเขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา
  • ภาคกลางมีเขื่อนขนาดใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี และเขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี
  • ภาคตะวันออกมีเขื่อนขนาดใหญ่ 6 แห่ง ได้แก่ เขื่อนบางพระ จ.ชลบุรี เขื่อนหนองปลาไหล จ.ระยอง เขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก เขื่อนประแสร์ จ.ระยอง และเขื่อนนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี
  • ภาคใต้มีเขื่อนขนาดใญ่ 4 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี และเขื่อนบางลาง จ.ยะลา
  • ความจุเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 อ่าง รวม 70,926 ล้านลูกบาศก์เมตร (อ้างอิงจากรายงานข้อมูลเขื่อนรายวันของกรมชลประทานเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567)


  • หากแบ่งเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ออกเป็นกลุ่มตามเกณฑ์ปริมาณน้ำกักเก็บของกรมชลประทาน สามารถแบ่งได้ดังนี้

    เขื่อนที่มีปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลือเกินความจุเขื่อน (มากกว่า 100% ของความจุเขื่อน) มี 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนกิ่วคอหมา (109.58%) เขื่อนแม่งัด (104.81%)

    เขื่อนที่มีปริมาณน้ำเก็บกักคงเหลืออยู่ในเกณฑ์น้ำมาก (มากกว่า 80-100% ของความจุเขื่อน) มีทั้งหมด 22 แห่ง ได้แก่ เขื่อนทับเสลา (100%) เขื่อนกิ่ลม (99.03%) เขื่อนแม่กวง (98.09%) เขื่อนภูมิพล (96.21%) เขื่อนจุฬาภรณ์ (94.22%) เขื่อนสิริกิติ์ (92.93%) เขื่อน

    ประแสร์ (92.04%) เขื่อนนฤบดินทรจินดา (90.96%) เขื่อนศรีนครินทร์ (90.78%) เขื่อนหนองปลาไหล (90.63%) เขื่อนแม่มอก (90.45%) เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน (89.08%) เขื่อนลำปาว (88.65%) เขื่อนบางพระ (87.25%) เขื่อนอุบลรัตน์ (86.74%) เขื่อนขุนด่านปราการชล (85.02%) เขื่อนห้วยหลวง (84.87%) เขื่อนสิรินธร (84.29%) เขื่อนลำแซะ (83.30%) เขื่อนวชิราลงกรณ (82.69%) เขื่อนกระเสียว (81.33%) เขื่อนน้ำอูน (80.46%)

    เขื่อนที่มีปริมาณน้ำเก็บกักคงเหลืออยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง (มากกว่า 50-80% ของความจุเขื่อน) มีทั้งหมด 10 แห่ง ได้แก่ เขื่อนน้ำพุง (79.93%) เขื่อนรัชชประภา (79.22%) เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (79.90%)

    เขื่อนแก่งกระจาน (73.86%) เขื่อนบางลาง (69.98%) เขื่อนลำพระเพลิง (56.47%) เขื่อนลำตะคอง (53.33%) เขื่อนมูลบน (52.39%) เขื่อนลำนางรอง (50.26%) เขื่อนปราณบุรี (50.10%)

    เขื่อนที่มีปริมาณน้ำเก็บกักคงเหลืออยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย (ตั้งแต่ 30-50% ของความจุเขื่อน) ไม่มีเขื่อนใดมีปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลืออยู่ในเกณฑ์นี้

    เขื่อนที่มีปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลืออยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยวิกฤต (น้อยกว่า 30% ของความจุเขื่อน) มี 1 เขื่อน คือ เขื่อนคลองสียัด (29.66%)

    ปริมาณน้ำกักเก็บ วันที่ 31 ธันวาคม 2568