ข่าวน้ำท่วม



พายุ ‘คาจิกิ’ อ่อนกำลังลง ระดับน้ำโขง ‘นครพนม’ เพิ่มต่อเนื่อง 8.68 เมตร [ เดลินิวส์: 27 สิงหาคม 2568 เวลา 11.24 น. ]

อิทธิพลพายุ "คาจิกิ" อ่อนกำลังเป็นดีเปรสชัน จ.นครพนม ฝนตกปกคลุมทั่ว หนักสุด อ.โพนสวรรค์ ส่งผลระดับน้ำโขงเพิ่มต่อเนื่อง 8.68 เมตร เร่งติดตามสถานการณ์รับมือน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศที่ จ.นครพนม ช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ปกคลุมทั่วทุกอำเภอ และตกหนักเป็นบาง

แห่ง มากสุดที่ อ.โพนสวรรค์ 70.2 มม. ท่าอุเทน 53.4 มม. ธาตุพนม 42.0 มม. บ้านแพง 37.0 มม. นาแก 26.2 มม. ส่วนระดับน้ำระดับน้ำโขง 8.68 เมตร เพิ่มขึ้น 36 ซม. (วิกฤติ 12 ม.)

นายเสกสันต์ ไชยบูลย์ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม เปิดเผยว่า พายุ “คาจิกิ” ได้อ่อนกำลังลงจากพายุโซนร้อนเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว และคาดว่าจะอ่อนกำลัง

ลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ก่อนจะเคลื่อนตัวปกคลุมภาคเหนือ ส่วนจังหวัดนครพนม ได้เร่งติดตามสถานการณ์ใน 4 อำเภอที่ติดกับลำน้ำโขง ได้แก่ บ้านแพง ท่าอุเทน เมืองนครพนม และธาตุพนม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม





'พายุคาจิกิ' ถล่ม 12 จังหวัด เส้นทางขาด-ระบบสื่อสารล่ม! [ ประชาชาติธุรกิจ: 28 สิงหาคม 2568 เวลา 15.10 น.]

อิทธิพล "พายุคาจิกิ" ทำ 12 จังหวัดอ่วมหนัก! ปภ. เร่งประสานทุกหน่วยงานฟื้นฟูพื้นที่ หลังเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด และระบบสื่อสารล่ม พร้อมระดมกำลังช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง

วันนี้ (28 ส.ค. 68) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้จัดการประชุมเพื่อติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มที่เกิดจากอิทธิพลของพายุ "คาจิกิ" โดยมี นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธาน

สถานการณ์และผลกระทบจากพายุ "คาจิกิ"

ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน (28 ส.ค. 68 เวลา 06.00 น.) พายุ "คาจิกิ" ส่งผลกระทบต่อ 12 จังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ เลย และนครพนม ทำให้เกิดอุทกภัยและดินสไลด์ใน 28 อำเภอ 76 ตำบล 238 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 1,808 ครัวเรือน หรือ 6,354 คน และมีผู้เสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บ 15 ราย และสูญหาย 7 ราย

ปัจจุบันยังมีสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์ ซึ่งบางพื้นที่ยังคงประสบปัญหา เช่น เส้นทางคมนาคมและสะพานที่ถูกน้ำป่ากัดเซาะในจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมถึงระดับน้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดแพร่และสุโขทัย

ปภ. สั่งการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชน

นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดี ปภ. ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการเพื่อคลี่คลายสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ดังนี้

- ฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและระบบสื่อสาร : ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อซ่อมแซมเส้นทางที่ถูกตัดขาด ติดตั้งป้ายเตือน และจัดเส้นทางเลี่ยงที่ปลอดภัย รวมถึงเร่งแก้ไขปัญหาระบบสื่อสารโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว

- ดูแลด้านการดำรงชีพ : จัดตั้งโรงครัวเพื่อประกอบอาหารและแจกจ่ายถุงยังชีพให้ได้มาตรฐานในพื้นที่ประสบภัย
- จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือ : ขอให้จังหวัดตรวจสอบเงินทดรองราชการ หากไม่เพียงพอให้รวบรวมข้อมูลเพื่อขออนุมัติขยายวงเงินมายัง ปภ. โดยเร็ว
- สร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง : ให้พื้นที่สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์และช่องทางการขอความช่วยเหลือ พร้อมทั้งชี้แจงและแก้ไขข่าวปลอม (Fake news) ที่อาจสร้างความสับสนแก่ประชาชน

นอกจากนี้ สำหรับจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ให้ระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเข้าทำความสะอาดพื้นที่และสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยตามระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด ส่วนจังหวัดที่ยังคงมีสถานการณ์อยู่ ให้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรให้พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลา

ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าวสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน Line Official Account “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” (Line ID @1784DDPM) หรือ สายด่วนนิรภัย 1784





น้ำท่วมหลายพื้นที่ใน อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก [ เดลินิวส์: 31 สิงหาคม 2568 ]

31 สิงหาคม 2568 สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า ฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 30-31 ส.ค. 2568 มีปริมาณฝนตกสะสม ใน 24 ชั่วโมง กว่า 200 มิลลิเมตร ทำให้ อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ได้ผลกระทบ เกิดน้ำท่วมและไหลหลากในหลายพื้นที่





น้ำท่วมใหญ่ 'หล่มสัก-หนองไผ่' เพชรบูรณ์ หลัง 'พายุหนองฟ้า' ถล่ม [ กรุงเทพธุรกิจ: 1 กันยายน 2568 เวลา 17.42 น.]

มวลน้ำป่าสักทะลักเข้าท่วมตัวเมืองหล่มสักและพื้นที่โดยรอบ หลังพายุ “หนองฟ้า” ถล่มหนัก ผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์สั่งระดมกำลังช่วยผู้ประสบภัยกว่า 1.7 หมื่นคนเป็นการด่วน

วันนี้ (1 ก.ย. 68) จังหวัดเพชรบูรณ์ประสบสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงจากอิทธิพลของพายุ "หนองฟ้า" ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่อำเภอหล่มสักและหนองไผ่

สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหล่มสัก

เมื่อเวลา 13.00 น. นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เป็นประธานการประชุมด่วนที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ อำเภอหล่มสัก เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก รายงานสรุปสถานการณ์ว่า อิทธิพลของพายุทำให้แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำพุง และลำน้ำสาขา มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและ

มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยเมื่อช่วงค่ำวันที่ 31 สิงหาคม มวลน้ำได้ล้นพนังกั้นน้ำเข้าท่วมพื้นที่เขตเทศบาลตำบลตาลเดี่ยวและเทศบาลเมืองหล่มสักอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน ระดับน้ำยังคงท่วมสูงและไหลเชี่ยวในทุกถนนของอำเภอหล่มสัก โดยที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอ ระดับน้ำทรงตัวอยู่ที่ 1.00 เมตร และคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายใน 1-2 วันนี้

พื้นที่ได้รับผลกระทบ : 6 ตำบล 54 หมู่บ้าน/ชุมชน รวม 7,129 ครัวเรือน และผู้ประสบภัย 17,351 คน

ระดับน้ำในจุดสำคัญ ฝายศรีจันทร์: ลดลง 1.00 เมตร แต่ยังสูงกว่าสันฝาย 1.00 เมตร ฝายริมแม่น้ำป่าสัก (บ้านวังร่อง): ลดลงเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าระดับวิกฤต 0.75 เมตร สะพานตาลเดี่ยว: ทรงตัวอยู่ที่ 9.30 เมตร สูงกว่าระดับตลิ่ง 1.00 เมตร ทางอำเภอได้แจ้งเตือนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกำนันผู้ใหญ่บ้านให้เตรียมความพร้อมบุคลากรและอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

หลังการประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์และคณะได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและมอบถุงยังชีพ อาหาร และน้ำดื่ม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และให้กำลังใจประชาชนในเขตเทศบาลเมืองหล่มสักที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหนองไผ่ ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน (เวลา 09.00 น.) นายเสกสรร กลิ่นพูน นายอำเภอหนองไผ่ พร้อมด้วยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดจากพายุ "หนองฟ้า" เช่นกัน

จากการสำรวจพบว่าน้ำในลำห้วยและคลองธรรมชาติได้เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรของประชาชนตั้งแต่กลางดึกของวันที่ 31 สิงหาคม

พื้นที่ได้รับผลกระทบ : 5 ตำบล 22 หมู่บ้าน รวม 175 ครัวเรือน
ตำบลนาเฉลียง : 3 หมู่บ้าน 48 ครัวเรือน
ตำบลยางงาม: 6 หมู่บ้าน 85 ครัวเรือน
ตำบลหนองไผ่: 10 หมู่บ้าน 21 ครัวเรือน
ตำบลบัววัฒนา: 2 หมู่บ้าน 20 ครัวเรือน
ตำบลเพชรละคร: 1 หมู่บ้าน 1 ครัวเรือน



อิทธิพลพายุหนองฟ้า เพชรบูรณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าสักล้นตลิ่ง [ ฐานเศรษฐกิจ: 1 กันยายน 2568 เวลา 10.01 น.]

หล่มสัก เพชรบูรณ์อ่วม อิทธิพลพายุหนองฟ้า ฝนถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน ด้านปภ.ส่งข้อความแจ้ง Cell Broadcast เตือนแม่น้ำป่าสักล้นตลิ่ง

จากอิทธิพลของพายุหนองฟ้า ทำให้หลายพื้นที่ในประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องติดต่อไม่หยุดและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ ในส่วนของจังหวัดเพชรบูรณ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ.ได้แจ้งเตือน Cell Broadcast ตั้งแต่ช่วงกลางดึกของวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยแจ้งเตือนแม่น้ำป่าสักล้นตลิ่ง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ให้ยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง

ขณะที่สถานการณ์ตั้งแต่คืนวานที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในอ.หล่มสักมีน้ำท่วมสูงรอการระบาย ซึ่งจังหวัดเพชรบูรณ์ได้ตั้งศูนย์อพยพผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ตำบลท่าอิบุญ ตำบลห้วยไร่ และตำบลสักหลง

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 19.00 น. มวลน้ำป่าสักจากพื้นที่ด้านเหนือ ได้ยกระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไหลล้นทะลักข้ามพนังกั้นน้ำหลายจุดหลากเข้าท่วมถนนทุกสายในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก กระจายเข้าท่วมพื้นที่ศูนย์ราชการอำเภอหล่มสัก ทั้งที่ว่าการอำเภอ หอประชุม สภ.หล่มสัก ศาลจังหวัดหล่มสัก พร้อมทั้ง อาคารพาณิชย์ สถานศึกษา ตลาดสด อาคารพาณิชย์ และบ้านเรือนประชาชนอย่างรวดเร็ว ไหลแรงและระดับน้ำสูงกว่าการท่วมทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากระดับน้ำป่าสักซึ่งมีการจัดสร้างพนังคอนกรีตกั้นและบังคับน้ำไหลผ่านเมือง มีระดับสูงกว่าพื้นดินปกติ ได้ไหลย้อนเข้าท่อระบายน้ำและล้นพนังกันน้ำบางจุด

แนวโน้มสถานการณ์(เช้าวันที่ 1 กันยายน 2568) ยังคงมีเมฆฝนเบาบาง อากาศสดใส ช่วงเช้าฝนหยุดตก แต่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกในช่วงบ่ายวันนี้ ระดับแม่น้ำป่าสัก ยังไหลเข้าท่วมในพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำป่าสัก ถนนเกือบทุกสายต้องห้ามการสัญจร ระดับน้ำยังสูง มีปริมาณมาก ไหลแรงกว่าทุกครั้ง

ที่ผ่านมา หากไม่เกิดฝนตกซ้ำในพื้นที่ในช่วงบ่ายวันนี้ มีแนวโน้มเริ่มลดลงและสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย

ทั้งนี้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้สรุปรายงานสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุ “หนองฟ้า” ทำให้มีน้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่อำเภอหล่มเก่า อำเภอหล่มสัก อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นผลกระทบจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก โดยมวลน้ำจากเทือกเขาพื้นที่ต้นน้ำจังหวัดเลย ทั้งแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำพุง ไหลบ่าจากอำเภอหล่มเก่า เข้าสู่พื้นที่อำเภอหล่มสัก

สำหรับระดับน้ำในครั้งนี้มีปริมาณมากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา อุปกรณ์วัดระดับน้ำที่สถานีตาดกลอย อำเภอหล่มเก่า วัดได้สูงถึง 12.6 เมตร และถูกน้ำท่วมไม่สามารถใช้การได้ ปริมาณฝนสะสม ณ เวลา 19.15 น. อ.หล่มเก่า ต.ศิลา 132.5 มม. ต.หินฮาว 115.5 มม. ต.ตาดกลอย 98.5 มม. อ.น้ำหนาว ต.หลักด่าน 151 มม. ต.วังกวาง 143 มม. ต.น้ำหนาว 87.2 มม. และอ.วังโป่ง ต.ซับเปิบ 98.5 มม. ต.วังหิน 63 มม. ต. วังโป่ง 61.4 มม.

ผลกระทบและความเสียหาย ประสบอุทกภัยน้ำหลากท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม ดังนี้

อ.หล่มเก่า จำนวน 8 ตำบล 27 หมู่บ้าน รวม 491 หลังคาเรือน โรงเรียน 1 แห่ง (โรงเรียนบ้านตาดกลอย) ถนนทางหลวงหมายเลข 2216 แยกเป็น ต.ศิลา ต.ตาดกลอย ต.นาซำต.นาแซง ต.บ้านเนิน ต.หล่มเก่า ต.วังบาล ต.หินฮาว
อ.น้ำหนาว จำนวน 2 ตำบล 9 หมู่บ้าน ต.หลักด่าน ต.โคกมน
อ.หล่มสัก เขตเทศบาลเมืองหล่มสัก เทศบาลตำบลตาลเดี่ยว ต.ท่าอิบุญ ต.ห้วยไร่ ต.สักหลง ต.ตาลเดี่ยว

รวมเกิดสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 3 อำเภอ 12 ตำบล 38 หมู่บ้าน 1 เทศบาลเมือง 1 เทศบาลตำบล มีบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย จำนวน 493 หลังคาเรือน โรงเรียน 1 แห่ง ถนน 2 สาย และสะพาน 1 แห่ง อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต

ด้านสถานีตำรวจภูธรหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ตรวจสอบระดับน้ำแม่น้ำป่าสัก บริเวณแยกคาร์แคร์ ถนนคชเสนีย์ ต.หล่มสัก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ในช่วงเช้าของวันนี้ (1 ก.ย.68)

ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์วิกฤต(ธงสีแดง) ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ระดับน้ำประมาณ 50 เซนติเมตร น้ำท่วมขึ้นมาบนถนนฝั่งขาเข้า รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ รถใหญ่สามารถผ่านได้

ด้านจังหวัดเพชรบูรณ์ เตรียมความพร้อมรับน้ำจากอำเภอหล่มสักและเขาค้อ โดยนายสมพงษ์ ทองหนูนุ้ย นายอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ รายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่อำเภอเมืองในตอนนี้ยังมีฝนตกตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา กระจายเต็มพื้นที่ และมีพื้นได้รับผลกระทบน้ำท่วมขังในพื้นที่บ้านเรือนประชาชนและเส้นทางสัญจรในหมู่บ้านตำบล สะเดียง ตำบลระวิง ตำบลน้ำร้อน ตำบลนายม ตำบลวังชมพู และมีน้ำเข้าท่วมขังในพื้นที่ทางการเกษตรในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยระดับน้ำแม่น้ำป่าสักมีแนวโน้มสูงขึ้น

"สถานการณ์ทั่วไปของอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ขณะนี้อยู่ช่วงเตรียมความพร้อมรอรับน้ำจากอำเภอหล่มสัก และปริมาณน้ำจากอำเภอเขาค้อ ซึ่งอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ได้ประสานดำเนินการป้องกันน้ำท่วม จากผลกระทบจากแม่น้ำป่าสักที่จะล้นเอ่อเข้าท่วมในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ โดยเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ได้วางแผนการป้องกันการวางกระสอบทรายในพื้นที่จุดเสี่ยงและเตรียมเครื่องสูบน้ำในพื้นที่จุดเสี่ยง 11 จุด และเตรียมการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารต่างให้ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ทราบแล้ว"

ที่มาข้อมูล-ภาพ
เทศบาลเมืองหล่มสัก
สถานีตำรวจภูธรหล่มเก่า
สวท.เพชรบูรณ์
งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองหล่มสัก
สถานีตำรวจภูธรหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์



เลยยังวิกฤต! น้ำท่วมยังสูงหลายจุด คาดลดลงใน 1 สัปดาห์ หากไร้ฝนตกซ้ำ [ เดลินิวส์: 2 กันยายน 2568 เวลา 21.06 น.]

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเลยว่า แม้ระดับน้ำในแม่น้ำเลยจะเริ่มทรงตัวที่ 10.35 เมตรแล้ว แต่ยังคงเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองเลย และอีกหลายหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอเมือง ทำให้ชาวบ้านกว่า 3,000 คนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก โดยบางพื้นที่ระดับน้ำสูงถึง 2-3 เมตร และชาวบ้านต้องใช้เรือในการสัญจร

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นผลมาจากอิทธิพลของพายุ “หนองฟ้า” ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักระหว่างวันที่ 30-31 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเลยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม สถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติภายในหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากไม่มีน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำเข้ามาเติม และการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะนี้ทางจังหวัดได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองเลย โดยมีนายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นผู้บัญชาการ นำกำลังทหาร เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และการนำอาหาร น้ำดื่ม รวมถึงยารักษาโรคไปมอบให้กับผู้ประสบภัยที่ยังติดค้างในบ้านเรือน





คาจิกิ-หนองฟ้า ถล่มไทยตายสิบ เร่งช่วย ปชช. ถูกน้ำท่วมน้ำป่าทะลัก [ กรุงเทพธุรกิจ: 2 กันยายน 2568 เวลา 11.16 น. ]

ตรวจสอบพิษ พายุ คาจิกิ-หนองฟ้า ถล่มไทยตายสิบ เร่งช่วยประชาชน ถูกน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากทะลัก และดินโคลนกระหน่ำ

กรุงเทพธุรกิจ ตรวจสอบพิษ พายุ คาจิกิ-หนองฟ้า ถล่มไทยตายนับสิบ เร่งช่วยประชาชน ถูกน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากทะลัก และดินโคลนกระหน่ำ

วันนี้ (2 ก.ย. 2568) เวลา 08.00 น. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มจากอิทธิพลของ พายุคาจิกิ และ พายุหนองฟ้า ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

โดยมีนายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยผู้บริหารกรม ปภ. นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม ที่ปรึกษา รมช.มท. ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรธรณี ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้า ปภ. จังหวัด 62 จังหวัด ร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

นางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย

โดย ปภ. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายและความเดือดร้อนแก่ประชาชน การประชุมครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อประเมินสถานการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่ม ตลอดจนการสนับสนุนการช่วยเหลือในพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์

ทั้งนี้ หากจังหวัดใดต้องการความช่วยเหลือให้รีบแจ้งมายังส่วนกลางโดยด่วน และหากพบพื้นที่เสี่ยงสูงที่ต้องประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด ให้ประสานมายัง ปภ. เพื่อสามารถส่งสัญญาณเตือนภัยแก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที

แนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ 5 ด้านพายุ คาจิกิ-หนองฟ้า

1.“ติดตามสถานการณ์” โดยให้ทุกจังหวัด ยังคงเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง และหากมีเหตุบ่งชี้ว่าพื้นที่ใดอาจเกิดอุทกภัยให้รีบแจ้งอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเตรียมรับสถานการณ์ล่วงหน้า

2.“เตรียมความพร้อมรับเหตุฉุกเฉินในพื้นที่” โดยให้ทุกจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่เสียงภัย เตรียมความพร้อมเพื่อรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละระดับ ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน การเตรียมชุดปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย การเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ พร้อมออกปฏิบัติงานได้ทันทีที่ได้รับแจ้ง

3.“การปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย” โดยทุกพื้นที่ต้องให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่เป็นอันดับแรก หากมีผู้ประสบภัยติดค้างอยู่ในพื้นที่ประสบภัย และหากประเมินจะเป็นอันตรายให้อพยพนำผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่ประสบภัยโดยเร็ว กรณีมีเหตุดินโคลนถล่มให้เร่งเข้าค้นหาผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด สำหรับพื้นที่ที่มีเหตุกำแพง พนังกันน้ำ กระสอบทรายกั้นน้ำชำรุดเสียหายทำให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ ให้จัดทีมเข้าซ่อมแซมโดยทันที และสำหรับพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ให้ประสานขอรับการสนับสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่และศูนย์ ปภ.เขต เร่งรัดการสูบระบายน้ำ

4.“เร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือหรือให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง” ขอให้จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งรัด ลดขั้นตอน และระยะเวลาในการพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับผู้

ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลัง หรือระเบียบกระทรวงมหาดไทยสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในด้านการดำรงชีพ โดยไม่ต้องรอให้สิ้นสุด เพื่อให้ประชาชนผู้ประสบภัยมีความเชื่อมั่นในการดูแลของหน่วยงานภาครัฐ

5.“การเร่งฟื้นฟูบูรณะในพื้นที่ที่สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ” ให้จังหวัด อำเภอและองค์กรปกรองส่วนท้องถิ่นจัดทีมเข้าฟื้นฟบูรณะสภาพพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิม เช่น การเก็บทำความสะอาดพื้นที่ การซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ให้กลับคืนสภาพเดิมโดยเร็ว

ผลกระทบจากอิทธิพลพายุคาจิกิ

ทำให้เกิดอุทกภัยและดินถล่มใน 14 จังหวัด 40 อำเภอ 114 ตำบล 377 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 9,531 ครัวเรือน ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย และพิษณุโลก มีผู้เสียชีวิต 10 ราย (เชียงใหม่ 8 รายจากดินถล่ม แม่ฮ่องสอน 2 รายจากจมน้ำ) มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย และพืชผลทางการเกษตรเสียหาย 649,960 ไร่

ผลกระทบอิทธิพลพายุหนองฟ้า

เกิดสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 12 จังหวัด 37 อำเภอ 114 ตำบล 349 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 192 ครัวเรือน แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ยังมีสถานการณ์ใน 8 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ ลำพูน ตาก ขอนแก่น เลย หนองบัวลำภู และชุมพร

ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยและดินถล่มในทุกมิติ ทั้งการติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านพยากรณ์ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด การแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนการสนับสนุนทรัพยากร เช่น เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเต็นท์สนามเพื่อรองรับผู้ประสบภัยชั่วคราว





อัปเดตสถานการณ์น้ำในเขื่อน หลังพายุคาจิกิ หนองฟ้า กระทบไทยฝนตกต่อเนื่อง [ ฐานเศรษฐกิจ: 2 กันยายน 2568 เวลา 14.05 น.]

กรมชลประทาน อัปเดตน้ำในเขื่อน หลังพายุคาจิกิ หนองฟ้า กระทบไทยฝนตกต่อเนื่อง "เขื่อนป่าสัก"-"เขื่อนเจ้าพระยา" เตือนปชช.เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำ ด้าน"เขื่อนสิริกิติ์" ปรับลดการระบายลดผลกระทบท้ายน้ำ

กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนล่าสุด ประจำวันที่ 2 กันยายน 2568 ในส่วนของเขื่อนเจ้าพระยาจะมีการทยอยปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณฝนและน้ำทางตอนบน ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ก็จะมีการทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ด้าน เขื่อนสิริกิติ์ ได้แจ้งว่าจะปรับลดการระบายน้ำ เนื่องจากอิทธิพลพายุ "หนองฟ้า" ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ท้ายเขื่อน

เขื่อนเจ้าพระยาทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำ ตั้งแต่ 12.00 น.

กรมชลประทาน อัปเดตสถานการณ์น้ำเจ้าพระยา วันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 06.00 น.

-สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์
ปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,715 ลบ.ม./วินาที
ระดับน้ำ 22.07 ม. (ต่ำกว่าตลิ่ง 3.63 ม.)
แนวโน้มเพิ่มขึ้น

-สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท
ปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,350 ลบ.ม./วินาที
ระดับน้ำเหนือเขื่อน 15.04 ม.
ระดับน้ำท้ายเขื่อน 12.56 ม. (ต่ำกว่าตลิ่ง 3.78 ม.)
แนวโน้มเพิ่ม

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ทยอยปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น ตั้งแต่เวลา 12.00 น. จากอัตรา 1,350 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,450 ลบ.ม./วินาที ภายในเวลา

22.00 น. ของวันนี้(2 ก.ย. 68) และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำทางตอนบนและฝนที่ตกในระยะนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เตือนปชช.เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำ

จากการติดตามสถานการณ์ในลุ่มน้ำป่าสัก พบว่า มีแนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำเก็บกัก ณ วันที่ 1 กันยายน 2568 อยู่ที่ 334 ล้าน ลบ.ม. หรือ 35 %

จากการคาดการณ์ว่าเดือนกันยายน 2568 และเดือนตุลาคม 2568 จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวม 2 เดือนประมาณ 1,400 ล้าน ลบ.ม. เทียบเคียงกับ ปี 2556 โดยมีแผนการระบายเดือนกันยายน 2568 รวมประมาณ 520 ล้าน ลบ.ม. (อัตรา ระบาย 200 ลบ.ม./วินาที หรือ 17.28 ล้าน ลบ.ม./วัน) และเดือนตุลาคม 2568 รวมประมาณ 900 ล้าน ลบ.ม.(อัตราระบาย 336 ลบ.ม./วินาที หรือ 29.03 ล้าน ลบ.ม./วัน) เพื่อเป็นการควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ จะดำเนินการปรับเพิ่มการระบายน้ำจาก อัตรา 100 ลบ.ม./วินาที เป็น อัตรา 200 ลบ.ม./วินาที โดยทยอยปรับเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ในอัตราวันละ 20 ลบ.ม./วินาที และคงอัตรา 200 ลบ.ม./วินาที ต่อเนื่อง ทั้งนี้จะเริ่มดำเนินการ ในวันที่ 2 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดต่อทรัพย์สินของประชาชนจากการที่ระดับน้ำ ในแม่น้ำป่าสักเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 0.80 – 1.00 เมตร โดยระดับ

น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นยังอยู่ในลำน้ำ ไม่เกิดสภาวะน้ำล้นตลิ่งแม่น้ำป่าสัก จึงใคร่ขอให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ทราบ และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อไป

เขื่อนสิริกิติ์ แจ้งปรับแผนการระบายน้ำวันที่ 1-7 ก.ย.68

จากอิทธิพลของพายุดีเปรสชัน “หนองฟ้า” ได้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ส่งผลให้น้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำสิริกิติ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากแม่น้ำสายหลัก ลำห้วยสาขา และการผันน้ำเข้าสู่เขื่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน

เพื่อเตรียมความพร้อมและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น กรมชลประทานได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำหนดแผนการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ในช่วงวันที่ 1 – 7 กันยายน 2568 โดยในช่วงวันที่ 1 – 3 กันยายน จะมีการลดอัตราการระบายน้ำลงเหลือวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 290 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระหว่างวันที่ 4 – 7 กันยายน จะปรับเพิ่มเป็นวันละ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 580 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้จะมีการติดตาม ประเมิน และปรับแผนการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณฝนและระดับน้ำท้ายเขื่อนในแต่ละช่วงเวลา

อนึ่งสำนักงานชลประทานที่ 3 ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมพร้อม หากมีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว